วันพฤหัสบดีที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2556

MahaKashyapa-พระมหากัสสปะเถระ


สวัสดีครับ ตอนที่ทางจังหวัดนครปฐม ได้จัดงาน 100 ปีพระราชวังสนามจันทร์ เมื่อหลายปีก่อน ผมได้มีโอกาสได้ไปเดินเที่ยวในงานด้วย มีงานศิลปะมากมายให้ได้ชมรวมทั้งภาพนี้ที่ท่านผู้อ่านเห็นอยู่นี้ สวยงามครับ เก็บภาพมาได้แต่ลืมจดว่าใครเป็นผู้วาด กลับมาดูอีกครั้งนึง ในภาพเห็นเท้า(พระบาท)ยื่นออกมา และมีพระสงฆ์องค์นึงจับเท้านั่นไว้ จึงให้อยากรู้ครับว่า ศิลปินท่านที่วาดภาพนี้อยากเล่าเรื่องราวอะไรให้เราทราบ แถมยังมี พระอินทร์และพระพรหม นั่งประทับ อยู่ ณ.ที่นั้นด้วย ผมก็เริ่มหาข้อมูลจากหลายที่หลายแหล่งพอที่จะรวบรวมเรื่องราวได้ตามนี้ครับ





  "ครั้นเรียบร้อยแล้ว ก็อัญเชิญหีบทองนั้นขึ้นประดิษฐานบนจิตรกาธาร ทำสักการบูชา แล้วกษัตริย์มัลลราชทั้ง 8 องค์ ผู้เป็นประธานกษัตริย์ทั้งปวง ก็นำเอาเพลิงเข้าจุด เพื่อถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระศพพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่เพลิงก็ไม่ติดตามประสงค์ แม้จะพยายามจุดเท่าใดก็ไม่บรรลุผล มัลลกษัตริย์มีความสงสัย จึงได้เรียนถามพระอนุรุทธเถระเจ้าว่า "ข้าแต่ท่านพระอนุรุทธะ ด้วยเหตุอันใด เพลิงจึงไม่ติดโพลงขึ้น" "เป็นเหตุด้วยเทวดาทั้งหลาย ยังไม่พอใจให้ถวายพระเพลิงก่อน" พระอนุรุทธะเถระกล่าว "เทวดาต้องการให้คอยท่าพระมหากัสสปเถระ หากพระมหากัสสปเถระยังมาไม่ถึงตราบใด ไฟจะไม่ติดตราบนั้น" "ก็พระมหากัสสปเถระเจ้า ขณะนี้อยู่ที่ไหนเล่า ท่านผู้เจริญ" "ดูกรมหาบพิตร ขณะนี้ พระมหากัสสปะเถระ กำลังเดินทางมา ใกล้จะถึงอยู่แล้ว" พระเถระกล่าว กษัตริย์มัลลราชทั้งหลาย ก็อนุวัตรตามความประสงค์ของเทวดา พักคอยท่าพระมหากัสสปเถระเจ้าอยู่" ที่เห็นในภาพเป็นงานถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระศพพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีภิกษุและเทวดามาร่วมอยู่ในงานด้วยแต่ยังขาดพระภิกษุอีก 1 องค์คือ พระมหากัสสปเถระ แล้วตอนนี้ท่านอยู่ที่ไหน

  "พระมหากัสสปเถระได้ทราบข่าวปรินิพพานของพระพุทธเจ้า เมื่อพระองค์ปรินิพพานแล้วได้ 7 วัน ขณะที่ท่านกำลังเดินทางอยู่ ณ เมืองปาวาพร้อมด้วยหมู่ศิษย์จำนวนมาก เมื่อได้ทราบข่าวนั้น เหล่าศิษย์ของพระมหากัสสปะซึ่งยังเป็นปุถุชนอยู่ ได้ร้องไห้คร่ำครวญกัน ณ ที่นั้น จึงมีพระภิกษุบวชเมื่อแก่องค์หนึ่ง ชื่อว่าสุภัททะ ได้กล่าวขึ้นว่า "หยุดเถิด หยุดเถิด ท่านอย่าร่ำไรไปเลย พระสมณะ นั้นพ้น (ปรินิพพาน) แล้ว เราจะทำอะไรก็ได้ตามพอใจ ไม่ต้อง เกรงบัญชาใคร" พระมหากัสสปะได้ฟังเช่นนั้น คิดจะทำนิคคหกรรม (ทำโทษ) แต่เห็นว่ายังมิควรก่อน และดำริขึ้นว่าพระพุทธเจ้าปรินิพพานเพียง 7 วัน ก็มีผู้คิดที่จะทำให้เกิดความแปรปรวน หรือประพฤติปฏิบัติให้วิปริตไปจากพระธรรมวินัยเช่นนี้ จึงควรจะทำการสังคายนาและจะชักชวนพระเถระผู้เป็นพระอรหันต์ทั้งหลาย ซึ่งล้วนทันเห็นพระพุทธเจ้า ได้ฟังคำสอนของพระองค์มาโดยตรง เป็นผู้รู้คำสอนของพระพุทธเจ้า และได้อยู่ในหมู่สาวกที่เคยสนทนาตรวจสอบกันอยู่เสมอ รู้ว่าสิ่งใดที่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า ให้มาประชุมกัน เพื่อช่วยกันแสดง ถ่ายทอด รวบรวม ประมวลคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า แล้วตกลงวางมติไว้ จากนั้นท่านจึงเดินทางไปยังเมืองกุสินาราเพื่อเป็นประธานในการถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ"

  "เมื่อพระมหากัสสปะและภิกษุ ๕๐๐ รูป เดินทางมาถึงสถานที่ถวายพระเพลิงมกุฏพันธนเจดีย์แล้ว ห่มจีวรเฉวียงบ่าข้างหนึ่ง ประนมอัญชลี กระทำประทักษิณ รอบเชิง ตะกอน ๓ รอบ พระมหากัสสปะเปิดผ้าทางพระบาทแล้ว ถวายบังคมพระบาททั้งสองด้วยเศียรเกล้า โดยท่านกำหนดว่าตรงนี้เป็นพระบาทแล้ว เข้าจตุตถฌาน อันเป็นบาทแห่งอภิญญา ออกจากฌานแล้วอธิษฐานว่า "ขอพระยุคลบาท ของพระองค์ที่มีลักษณะเป็นจักรอันประกอบด้วยซี่พันซี่ ขอจงชำแรกคู่ผ้า ๕๐๐ คู่ พร้อมทั้งสำลี ไม้จันทน์ ออกเป็นช่อง ประดิษฐานเหนือเศียรเกล้าของข้าพระองค์ด้วยเถิด" เมื่ออธิษฐานเสร็จ พระยุคลบาทก็แหวกคู่ผ้า ๕๐๐ คู่ออกมา พระเถระจับยุคลบาทไว้มั่น และน้อมนมัสการเหนือเศียรเกล้าของตน มหาชนต่างเห็นความอัศจรรย์นั้น ก็ส่งเสียงแสดงความอัศจรรย์ใจ เมื่อพระเถระและภิกษุ ๕๐๐ รูป ถวายบังคมแล้ว ฝ่าพระยุคลบาทก็เข้าประดิษฐานในที่เดิม ครั้นแล้วเปลวเพลิงก็ลุกโพลงท่วมพระสรีระของพระศาสดา ด้วยอำนาจของเทวดา ในการเผาไหม้นี้ ไม่มีควันหรือเขม่าใดๆฟุ้งขึ้นเลย เมื่อเพลิงใกล้จะดับ ก็มีท่อน้ำไหลหลั่งลงมาจากอากาศ และมีน้ำพุ่งขึ้นจากกองไม้สาละ ดับไฟที่ยังเหลืออยู่นั้น"
  ได้เรื่องครบกระบวนการครับขอนุญาตสรุปตามเข้าใจของผมว่า ภาพที่ทางศิลปินท่านวาดเป็น ภาพพระมหากัสสปะเปิดผ้าทางพระบาทแล้ว ถวายบังคมพระบาททั้งสองด้วยเศียรเกล้า ในงานถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระศพพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ครับ นอกจากนั้นผมยังได้ความรู้ว่าพระมหากัสสปะ ท่านสำคุญอย่างไร ตามนี้ครับ

Mahākāśyapa
Mahākāśyapa (Photo credit: Wikipedia)

การบวชด้วยการรับโอวาท 
  วิธีบวชอย่างนี้เรียกว่า โอวาทปฏิคคณูปสัมปทา แปลว่า การบวชด้วยการรับโอวาท   ลำดับนั้น พระศาสดาได้บวชให้ท่านด้วยทรงประทานโอวาท ๓ ข้อ คือ
๑. ดูก่อนกัสสปะ เธอพึงศึกษาว่า เราจักเข้าไปตั้งความละอาย และความเกรงใจในภิกษุทั้งที่เป็น เถระ ปานกลาง และบวชใหม่
๒. ธรรมใดเป็นกุศล เราจักเงี่ยโสตลงฟังธรรมนั้น พิจารณาเนื้อความนั้น (ของธรรมนั้น)
๓. เราจักไม่ทิ้งกายคตาสติ คือพิจารณาร่างกาย เป็นอารมณ์ (อยู่เสมอ)  ตั้งแต่นี้ไปเราจะทำอะไรให้ดีกว่านี้อีก จึงได้สมาทานธุดงค์ ๑๓ ข้อ ในสำนักพระศาสดา หลังจากบวชได้ ๘ วัน ก็ได้บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา

 เอตทัคคะ 
  พระมหากัสสปเถระ ได้รับการสรรเสริญจากพระศาสดาเป็นต้นว่า เปรียบเสมือนด้วยพระจันทร์ เข้าไปยังตระกูลทั้งหลายไม่คะนองกาย ไม่คะนองจิต เป็นผู้ใหม่อยู่เป็นนิตย์ ไม่เย่อหยิ่ง วันหนึ่ง เมื่อประทับนั่ง ในท่ามกลางหมู่พระอริยเจ้า ทรงตั้งพระเถระไว้ในตำแหน่งผู้เลิศแห่งภิกษุทั้งหลาย ผู้ทรงธุดงค์และกล่าวสอนธุดงค์ว่า ภิกษุทั้งหลาย กัสสปะนี้ เป็นผู้เลิศแห่งภิกษุสาวกทั้งหลายของเรา ผู้ทรงธุดงค์และกล่าวสอนธุดงค์  พระมหากัสสปเถระ เป็นพระสันโดษมักน้อย ถือธุดงค์เป็นวัตร ธุดงค์ ๓ ข้อ ที่ถืออยู่ตลอดชีวิต คือ ๑. ทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ๒. เที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร ๓. อยู่ป่าเป็นวัตร การเผยแผ่พระพุทธศาสนา ของท่านจึงไปในทางเป็นแบบอย่างที่ดีของคนรุ่นหลังมากกว่าการแสดงธรรม ท่านได้แสดงคุณแห่งการถือธุดงค์ของท่านแก่พระศาสดา ๒ ประการคือ
๑. เป็นการอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน
๒. เพื่ออนุเคราะห์คนรุ่นหลัง จะได้ถือปฏิบัติตาม
พระศาสดาทรงประทานสาธุการแก่ท่าน แล้วตรัสว่า เธอได้ปฏิบัติเพื่อประโยชน์และความสุขแก่ตนแก่ชนเป็นอันมาก ทรงสรรเสริญท่านว่า เป็นผู้มักน้อย สันโดษ ตรัสสอนภิกษุทั้งหลายให้ถือเป็นแบบอย่าง ดังนี้
๑. กัสสปะ เข้าไปสู่ตระกูล ชักกายและใจออกห่างประพฤติตนเป็นคนใหม่ ไม่คุ้นเคยอยู่เป็นนิตย์ ไม่คะนองกายวาจาใจ จิตไม่ข้องอยู่ในสกุลนั้น เพิกเฉย ตั้งจิตเป็นกลางว่า ผู้ใคร่ลาภจงได้ลาภ ผู้ใคร่บุญ จงได้บุญ ตนได้ลาภมีใจฉันใด ผู้อื่นก็มีใจฉันนั้น
๒. กัสสปะ มีจิตประกอบด้วยเมตตา แสดงธรรมแก่ผู้อื่น
๓. ทรงสั่งสอนภิกษุให้ประพฤติดีประพฤติชอบ โดยยกท่านพระมหากัสสปะเป็นตัวอย่าง

A Chinese sculpted wooden head representing Ka...
A Chinese sculpted wooden head representing Kashyapa, a sage of India, dated from the Tang Dynasty (618–907) (Photo credit: Wikipedia)

ประธานทำสังคายนา
  การทำสังคายนาพระธรรมวิทัยครั้งที่ 1 จึงได้จัดขึ้นที่ถ้ำสัตบรรณคูหา เมืองราชคฤห์ ตามคำปรารภของพระมหากัสสปะเถระ โดยมีพระเจ้าอชาตศัตรูเป็นองค์อุปถัมภ์ ใช้เวลาในการสังคายนารวบรวมพระธรรมวินัยอยู่ 7 เดือนจึงแล้วเสร็จ โดยในครั้งนั้น พระมหากัสสปะเถระเป็นประธานทำสังคายนา พระอานนท์เป็นองค์วิสัชชนาแสดงพระธรรมวินัยในหมวด สุตตันตปิฎกและอภิธรรมปิฎก พระอุบาลี เป็นองค์วิสัชชนาพระวินัยปิฎก ซึ่งแนวการวางระเบียบพระธรรมวินัยในครั้งนั้นจัดเป็นรูปแบบที่เรียกว่า พระไตรปิฎก และยังคงมีการรักษาสิ่งที่ได้จัดรวบรวมในครั้งปฐมสังคายนาอยู่ในพระไตรปิฎกฉบับเถรวาทโดยไม่มีการปรับแก้มาจนปัจจุบัน

  ขอขอบคุณศิลปินนิรนามท่านนี้มากครับที่จุดประกายความคิดและปัญญาให้ผม...ขอบคุณครับ
Enhanced by Zemanta

วันเสาร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2556

Facebook Embeddable Posts: Vinayak-Vanich-02

Facebook Embeddable Posts: Vinayak-Vanich

สวัสดีครับ บทความนี้ผมขอออกนอกเนื้อหาของ blog นี้นะครับ จากเล็กๆน้อยๆว่าด้วยเรื่องไทยๆ เป็นแนว IT สักหน่อย อยากจะบอกว่าตอนเขียนบทความนี้ไปก็ทดสอบวิธีการใช้ code ของ Facebook นี้ไป  ถ้าไม่ลองลง code ของ Facebook ลงในบทความแล้วเผยแพร่ ผมจะไม่ทราบเลยว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร

  Facebook Embeddable Posts เป็นลูกเล่นใหม่จาก Facebook หลังจากที่ได้ออกคุณสมบัติ hashtags ในตัว Facebook เอง โดยอนุญาตให้สามารถ สร้างลิ๊ง ไปยัง บทความ-รูปภาพ-วิดิโอ ที่ท่านผู้อ่านได้เผยแพร่ในบัญชี Facebook ของท่าน ลงใน Blog ที่ท่านเขียนหรือ Website ที่ท่านมี ทำให้เนื้อหาต่างๆที่ท่านผู้อ่านมีอยู่ต่างที่ต่างถิ่น มาอยู่รวมกันได้ และจะเป็นการเพิ่ม Traffic สำหรับหน้า Facebook ของท่านไปในตัว รวมทั้งถ้ามีผู้อื่นถูกใจเนื้อหาต่างๆที่ท่านผู้อ่านโพสต์ใน Facebook ของท่าน แล้วอยากบอกให้โลกรู้เขาก็สามารถเชื่อมโยงเนื้อหานั้นลงใน<Blog-Web>ของเขาเองได้ด้วย

ก็ไม่ยากนะครับ ถ้าท่านชอบเนื้อหาใดใน Facebook ของท่านหรือของคนอื่น แล้วอยากลงเนื้อหานั้นลงใน <Blog-Web> ก็ใช้วิธี ฝังโพสต์ (embed post) ครับ ตามขั้นตอนนี้เลย
  1. คลิกที่ ลูกศร(สามเหลี่ยมลง) ของโพสต์ใน Facebook ที่ท่านเลือก
2.เลือกคำลั่งฝังโพสต์



3.หลังจากเลือกคำลั่งฝังโพสต์ในข้อ 2 แล้วจะมีหน้าต่างใหม่ขึ้นมา ให้ท่านผู้อ่าน ไฮไลท์ code ที่ปรากฏขึ้นมาแล้ว copy ก็เป็นอันหมดขั้นตอนใน  Facebook แล้วครับ



  หลังจากนั้นผมก็กลับมาที่ Blogger แล้วเลือกเขียน บทความใหม่ ตั้งชื่อเรื่องของบทความใหม่เสร็จ ก็วางโค๊ด (paste) ที่ได้จาก  Facebook  ลงในเนื้อความ (แบบเขียน html ) แล้วก็กดเผยแพร่บทความเลยครับ ผลที่ได้ก็ตามรูปด้านล่าง



  จากนั้นผมลองวางโค๊ดลงใน Side bar แบบ html gadget ก็ใช้ได้ครับ



  ถ้ายังไงผิดพลาดประการใดลองอ่านเพิ่มเติมรายละเอียดที่ "ศูนย์ช่วยเหลือของ Facebook" นะครับ ตอบโจทย์ท่านผู้อ่านได้แน่ๆ



  แต่ผมพบข้อเสียอยู่อย่างแล้วครับว่าท่านผู้อ่านต้อง log on ใน Facebook อยู่นะครับ ถ้าไม่อย่างนั้นเนื้อหาที่ฝังโพสต์จะไม่แสดงผล



ถ้าท่าน log on แล้วเชิญเลยครับตามลิ๊งนี้



สวัสดี....

Enhanced by Zemanta

Facebook Embeddable Posts: Vinayak-Vanich-01







วันศุกร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2556

พระราหูบนหินแกรนิต-Rahu

สวัสดีครับ บทความนี้ขอเริ่มต้นด้วยของดำเลยนะครับ จำได้ว่าภาพนี้ถ่ายต่อจากท่านชูชก(ชูชกในวัด) เห็นว่างานลายสลักท่านราหูนี้ค่อนข้างคมชัดสวยงาม เป็นการสลักลงหินแกรนิตครับ แต่ให้มีคำถามว่า 1.ท่านราหูทำไม่มีแต่รูปปางนี้ 2.แล้วทำไมต้องอมพระจันทร์ด้วย 3.แล้วเกี่ยวอะไรกับกะลาตาเดียว เห็นกะลาตาเดียวทีไรต้องมีรูปท่านทุกที ก็พยายามหาข้อมูลเพื่อให้ตัวเองหายสงสัยพอที่จะปะติดปะต่อได้เรื่องราวประมาณนี้ อย่างแรก การกำเนิดของพระราหูมี2 ตำนานคือ

  "- พระราหูถูกสร้างขึ้นมาโดยพระอิศวร หรือพระศิวะจากหัวกะโหลก 12 หัว บดป่นเป็นผง ห่อผ้าสีทอง แล้วประพรมด้วยน้ำอัมฤตเสกได้เป็นพระราหู มีสีวรกายสีนิลออกไปทางทองแดง ทรงสุบรรณ (ครุฑ) เป็นพาหนะ มีวิมานสีนิลอยู่ในอากาศ ประจำอยู่ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ (ทิศพายัพ) 
- พระราหูเป็นโอรสของท้าววิประจิตติและนางสิงหิกาหรือนางสิงหะรา เมื่อเกิดมามีกายเป็นยักษ์และมีหางเป็นนาค"

  นี่แสดงว่าองค์ท่านเต็มตัวท่านไม่มีขานะครับเพราะตามตำนานที่ 2 ท่านมีหางเป็นนาค(งู) ส่วนสาเหตุที่ท่านพระราหูมีกายเพียงครึ่งท่อนก็เกิดเหตุคราวที่  "เมื่อครั้งที่เหล่าเทวดาได้ทำพิธีกวนเกษียรสมุทรเพื่อให้ได้น้ำอัมฤตนั้นมีทั้งเทวดาและยักษ์ทั้งหลายเข้าร่วมทำพิธี พระราหูได้แอบอยู่ในกลีบเมฆ เมื่อทำพิธีสำเร็จพระราหูจึงรีบลอบดื่มน้ำอัมฤตที่เกิดขึ้นนั้น พระอาทิตย์และพระจันทร์ได้เห็นเข้าจึงรีบเอาความนั้นไปทูลบอกพระนารายณ์หรือพระวิษณุ พระนารายณ์ทราบจึงขว้างจักรตัดไปถูกกลางตัวพระราหูขาดกลายเป็นสองท่อน แต่ด้วยว่าน้ำอำมฤตที่พระราหูได้ดื่มนั้นไหลไปจนถึงกลางตัวพระราหูแล้วพอดี ครึ่งบนของพระราหูที่ถูกตัดออกจึงกลายเป็นอมตะ" ก็ได้ความหละครับหายสงสัยไป 1 อย่าง ท่านถูกจักรพระนารายณ์ตัดนั่นเองแต่ยังไม่ตายครับ ส่วนครึ่งล่างที่ถูกตัดขาดนั้นได้กลายมาเป็นดาวพระเคราะห์ดวงที่ 9 แห่งเหล่าเทวนพเคราะห์ซึ่งก็คือ พระเกตุ




  ส่วนความสงสัยเรื่องทำไมท่านต้องอมพระจันทร์ด้วย ก็ได้ความตามนี้ครับ "จากนั้นเมื่อครั้งใดที่พระราหูได้พบเจอพระอาทิตย์หรือพระจันทร์ พระราหูก็จะจับมากลืนกินด้วยความโกรธแค้นที่เทวดาทั้งสององค์นำเรื่องไปทูลพระนารายณ์ แต่อมไว้ในปากได้ไม่นานก็ต้องคายออกมาเพราะทนความร้อนและรัศมีของเทวดานพเคราะห์ทั้งสองไม่ได้ เกิดเป็นเหตุของปรากฏการณ์สุริยุปราคาและจันทรุปราคาตามคติความเชื่อของคนโบราณ" ได้เรื่องแล้วครับ ภาพที่เห็นคือ ท่านราหู(ครึ่งบน)กำลังอมพระอาทิตย์หรือพระจันทร์ ด้วยความโกรธนั่นเอง และเรื่องความเกี่ยวข้องกับกะลาตาเดียว แล้วท่านกำลังอมใคร พระจันทร์หรือพระอาทิตย์ ตามกันมาต่อนะครับ ผมค้นได้ข้อมูลตำนานที่ว่า " ในอดีตชาติ พระราหูได้เกิดมาเป็นน้องร่วมท้องเดียวกันกับเทวดานพเคราะห์อีกสององค์ คือ พระอาทิตย์ และพระจันทร์ โดยพระราหูเกิดเป็นน้องสุดท้อง ครั้งหนึ่ง พระราหูได้ร่วมทำบุญถวายพระที่มารับบิณฑบาตร่วมกับพี่ทั้งสองคน พระอาทิตย์ตักบาตรในครั้งนั้นด้วยภาชนะทอง พระจันทร์ตักบาตรด้วยภาชนะเงิน ส่วนพระราหูตักบาตรด้วยภาชนะที่ทำมาจากกะลามะพร้าว เมื่อทั้ง3พี่น้องได้มาเกิดเป็นเทวดานพเคราะห์ พระอาทิตย์จึงมีรัศมีและวรรณะเปล่งปลั่งดุจทองคำ พระจันทร์มีรัศมีและวรรณะเป็นสีขาวสว่างดุจเงิน และพระราหูมีรัศมีและวรรณะเป็นสีนิลออกไปทางทองแดง" อย่างน้อยเริ่มเกิดความเกียวข้องระหว่างท่านราหู-กะลา-และสีผิวของท่าน แต่ทำไมต้องเป็นกะลาตาเดียว

Photo of Rahu taken at the British Museum

ตามความเห็นส่วนตัวของผม อาจเกิดการรวมความเชื่อของ กะลาตาเดียวที่ว่า "กะลาตาเดียวใช้เป็นเครื่องรางของขลัง ติดประจำกายไว้กับตัว เพราะกะลาตาเดียวเป็นอาถรรพ์มีดีอยู่ในตัว ใช้สำหรับเป็นสิ่งป้องกันเสนียดจัญไรหากว่ามีการนำไปปลุกเสกลงคาถาอาคมก็จะยิ่งมีอิทธิฤทธิ์มากยิ่งขึ้น"  และอีกหนึ่งความเชื่อที่ว่า "การไหว้พระราหูโดยความเชื่อมักจะทำให้เกิดโชคลาภ และความสำเร็จ ซึ่งมีโอกาสร่ำรวยด้วยการบูชาพระราหู"  ดังที่จะเห็นในปัจจุบันหละครับที่กะลาตาเดียวกลายเป็นวัตถุมงคลและมีการสลักผิวกะลาเป็นรูปท่านราหู(ส่วนท่านผู้อ่านที่ต้องการให้ข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาฝากไว้ที่ comment ใต้บทความนะครับ)




  แล้วท่านราหูกำลังกลืนกินใคร ผมเดาไม่ออกจริงๆครับ อาจจะต้องสังเกตุท่านพระราหูจากหลายๆที่ หลายๆวัดว่า วงกลมๆ ที่อยู่ในปากท่านมีลักษณะที่ต่างกันบ้างรึเปล่า พอให้จินตนาการว่าเป็นพระจันทร์หรือพระอาทิตย์ แต่ก็พอได้ข้อมูลจากการแกะสลักกะลาตาเดียวเป็นรูปราหูจากอดีตถึงปัจจุบัน ว่า "มีอยู่ด้วยกันสองรูปแบบคือ แกะเป็นรูปราหูอมจันทร์ และแกะเป็นรูปราหูอมพระอาทิตย์ รวมทั้งการลงอักขระจะไม่เหมือนกัน ถ้าเป็นราหูอมจันทร์ ลงคาถาด้วย คาถาจันทรประภา ถ้าแกะเป็นราหูอมพระอาทิตย์ ลงคาถาด้วย คาถาสุริยประภา   ซึ่งมีความเชื่อว่าคาถายันต์จันทรประภาและสุริยประภา หรือ สุริยัน-จันทรา เป็นยันต์คาถาที่ให้คุณทางด้านโชคลาภ" ผมก็คงต้องเก็บความสงสัยนี้ไว้ก่อนเพราะอ่านอักขระที่เขียนไว้ในรูปไม่ออกจริงๆว่า ท่านเป็นใคร พระจันทร์หรือพระอาทิตย์

โถ ท่านพระราหูบนหินแกรนิตกับความสงสัยของผมนิดเดียว แต่เรื่องยาวครับ

วันพฤหัสบดีที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2556

Life in Pic

       วิถีชุมชน-ผู้คนต่างๆ-ชีวิตประวัน เมื่อลองนำ 3 สิ่งนี้มาผสมกัน ถ้าเป็นสมัยก่อน เราอาจจะได้ กลอนไพเราะสักบท นิทานพื้นบ้านประจำถิ่นสักเรื่อง เพลง-ปรัมปรา-ที่พูดถึง ผู้คนเก่าๆ ให้เราพอได้รู้เรื่องของพวกเขาเหล่านั้นตามแต่จินตนาการของเรา แต่ในยุคนี้ ผมสามารถจินตนาการถึงผู้คนเหล่านั้นผ่าน สายตาของเราเอง ด้วยการดูภาพถ่าย ที่สามารถบอกเรื่องราวต่าง ในชุมชนนั้น ในชีวิตประจำวันวันนั้น หรือในวินาทีนั้นได้  การถ่ายภาพแนว street photography ถือเป็น การถ่ายภาพแนวนึงที่นิยมกันมากในสมัยนี้ ....

       ในบทความนี้ ขออนุญาตพาท่านท่องท้องถนนในย่านเอเซีย เริ่มจากเพจแรกที่ผมชอบแวะไปคือ Kyoto Street Photography (Walking and taking photo along streets in Kyoto, Let's share somethings you have seen in Kyoto!) หลังจากได้ดูรูปต่างๆที่ถ่ายทอดวิธีชีวิตใน เกียวโตแล้ว บอกตรงๆว่าอยากไปเที่ยวที่นั่นบ้างครับ สมกับสโลแกน เดินท่องไปถ่ายรูปไปตามท้องถนนในเกียวโต, แล้วเรามาแบ่งปันสิ่งที่คุณเห็นในเกียวโต กันเถอะ ขอบคุณนะครับ ที่นำรูปสวยๆในต่างแดนมาให้เราชมกัน  






       จากเกียวโตก็กลับมาที่ กรุงเทพ ประเทศไทยกันหน่อยเป็นของ  หลังหกโมงเย็น สตรีทโฟโตกราฟฟี เพจนี้ เขาทำให้ภาพความจำเกี่ยวกับท้องถนนในกรุงเทพของผมบิดเบี้ยวไปครับ ทำให้ผมรู้สึกว่า กรุงเทพมันสวยขึ้น ผู้คนที่เดินผ่านกันตามท้องถนนอย่างเฉยเมย ดูมีชีวิตชีวาขึ้น ดูมีความหวังขึ้น ครับอีกมุมมองนึงของเมืองนี้ที่ผ่านกล้องของ <<< หลังหกโมงเย็น สตรีทโฟโตกราฟฟี>>> ที่อาจทำให้คุณรักเมืองนี้มากขึ้น




       และแนะนำกันอีกที่ครับคือ streetphotothailand การรวมตัวกันของช่างภาพชั้นครู และช่างภาพรุ่นใหม่ ที่มีความสดใหม่ เน้นความเฉียบคมของแนวคิดและความกล้าที่จะสร้างงานที่แตกต่างออกไป ลองแวะไปชมงานของพวกเขากันนะครับ


       จากถนนที่เต็มไปด้วยแสงสีขอนำท่านสู่ถนนดินสีแดงที่เต็มไปด้วยฝุ่นและวัว เป็นเพจของ kr sunil photography (Native of Kodungallur, Kerala. National Diploma in Sculpture from College of Fine arts, Thrissur) ชาวเมือง Kodungallur  Kerala อินเดีย เพจนี้ผมชอบมากครับ เขาทำให้ผมเห็นว่า ไม่ว่าคนจะมากมายแค่ไหน ชีวิตจะลำบากอย่างไร แต่ในนั้นมีความเป็นมนุษย์ที่สู้ชีวิตและต้องอยู่ร่วมกัน(ให้ได้) ลองดูแววตาของผู้คนที่อยู่ในภาพของเพจนี้ซิครับ ทำให้ผมลืมปัญหาของผมไปได้ชั่วขณะจริงๆ

                       


     ส่วนอีกคนนึงที่ส่วนตัวผมตามงานของเขาเสมอๆ คือ Eric Lafforgue His work has been published in:
Time Magazine, National Geographic, New York Times, CNN Traveller, Discovery Channel magazine, BBC, Sunday times,Lonely Planet, Morning Calm Korea, GEO (16 countries)  ช่างภาพชาวฝรั่งเศสที่ตระเวนถ่ายรูปไปทั่วโลก ลงหนังสือนิตยสารต่างๆมากมาย แถมมีแอพพลิเคชั่น ให้โหลดดูงานภาพของเขาอีกต่างหาก ช่างภาพคนนี้ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวงนะครับ บางที่ท่านอาจได้ชมงานของเขาไปแล้วโดยที่ท่านไม่รู้ตัว




       การเสพภาพ  นี้ผมถือเป็นความสุขอย่างนึงส่วนตัวของผมครับ บางครั้งเวลาที่ผมเกิดอาการ low batt ก็แวะเข้าไปดูภาพของพวกเขาสักพัก ก็รู้สึกดีขึ้น ถือเป็นการพักผ่อนอารมณ์ที่ดีทีเดียว ส่วนเพจอื่นที่มีภาพสวยๆผมขออนุญาตนำมาลงทีหลังนะครับ ท้ายนี้ผมขอจบบทความนี้ด้วยประโยคของ หลังหกโมงเย็น สตรีทโฟโตกราฟฟี ครับ เขาเขียนไว้ดีมาก ว่า "ผมไม่ได้ถ่ายภาพเพื่อเงินหรือสิ่งตอบแทนใดๆ สิ่งที่ผมอยากได้คือได้ส่ง ต่อมุมมองและช่วงเวลาดีๆที่ผมได้พบเจอ ทุกๆที่ในชีวิตประจำวันของผมเท่านั้นเองครับ"  ...สวัสดี...










วันพฤหัสบดีที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ชูชกในวัด

ชูชกในวัด

       เมื่อ ปีก่อน ผมได้ไปทำธุระที่วัดแถวสมุทรสาคร ได้บังเอิญเดินผ่านแผ่นป้ายที่ผมอ่านแล้วรู้สึกกล้วอย่างยิ่ง อย่างแรก คือกลัวตัวเองเป็นอย่างชูชก ส่วนอีกอย่างก็คือ กลัวคนที่ทำชูชกขาย มาทำลายป้ายนี้ อย่างน้อยที่ผมรู้สึกดีก็คือ พระในวัดนี้ท่านได้ทำหน้าที่ของท่าน ที่จะให้ความสว่างแก่ชาวพุทธตามกาละที่เหมาะสม เป็นอย่างดี ตรงและแรงครับ เห็นป้ายแล้วก็ถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึก ก็ขออนุญาตถ่ายทอดข้อความตามแผ่นป้าย ท่านว่าดังนี้

vinayak-vanich.blogspot.com


       "ถึงเวลาแล้วที่พวกเราทั้งหลาย จะตั้งสตินึกถึงคำสอนของพระพุทธเจ้าให้มาก ถ้าไม่เช่นนั้นแล้วพวกเราจะวิปริตยิ่งขึ้น เดี๋ยวนี้ที่หิ้งบูชา หรือที่สายห้อยคอของชาวพุทธ เริ่มมีสิ่งอัปมงคลเข้ามา โดยที่พวกเราสำคัญผิดว่าเป็นสิ่งดี นั่นคือตัวชูชก ชูชกตัวนี้เป็นตัวลวงโลก เกิดมามีบุรุษโทษ คือลักษณะอันชั่วร้าย 18 ประการ ซึ่ง 18 ประการนี้ เพียงอย่างหนึ่งอย่างใด เราก็รับไม่ได้แล้ว แต่ยังมีผู้หลงผิดนำสายสร้อยห้อยคอ หรือนำขึ้นหิ้งบูชา

vinayak-vanich.blogspot.com


       นอกจากนั้นทั้งชีวิตของชูชก ท่านมาลองคิดดูว่ามีสิ่งใดที่นับว่าเป็นคุณธรรมบ้าง เห็นแก่ตัว โหดร้าย ปลิ้นปล้อน ชูชกเมือเวลาตาย กินจนท้องแตก ใครที่บูชาชูชก มีอันต้องฉิบหายตายโหง
       ชูชกตายแล้วเกิดเป็นเถรเทวทัต ยุยงให้นางจิญจายมาณวิภา กล่าวโทษพระพุทธเจ้าว่าทำให้นางท้อง ต่อมาเทวดาแปลงเป็นหนูกัดสายรัดท้องทำให้คนรู้ว่า นางจิญจายมาณวิภาหลอกลวงให้ร้าย ธรณีสูบนางจิญจายมาณวิภา


       เทวทัตยุยงให้พระเจ้าอชาติศัตรู ทำปิตุฆาต คือ ฆ่าพระเจ้าพิมพิสาร ผู้เป็นพระราชบิดาตาย ใครบูชาชูชก จะมีลูกหลาน อกตัญญูทำร้ายพ่อแม่
       เทวทัต ทำสังฆเภท คือยุยงให้สงฆ์แตกกัน ใครบูชาชูชก ครอบครัวจะแตกแยกไม่เป็นสุข
       เทวทัต ถูกธรณีสูบ ลงนรกชั้นโลหะกุมภี ใครบูชาชูชก จะตกนรกหมกไหม้ ไม่ได้ผุดไม่ได้เกิด
ท่านทั้งหลาย ถึงเวลาแล้วที่พวกเราชาวพุทธ จะได้ตั้งสติ น้อมระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย และคำสอนของ พระพุทธองค์ ที่สรุปโดยย่อว่า

สัพพะปาปัสสะ  อะกะระณัง กุสะลัสสูปะสัมปะทา
  สะจิตติปริโยหะปะนัง เอตัง  พุทธานะสาสะนัง

  การงดบาป  เว้นบาปทั้งปวง บำเพ็ญกุศลให้ถึงพร้อม
  ทำจิตให้ผ่องแผ้ว นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า

ขอความสวัสดีมงคล จงมีแก่ทุกท่าน"

วันพุธที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ย่านท่าหลวง-ตลาดล่าง จันทบุรี

vinayak-vanich.blogspot.com


      ย่านท่าหลวง เป็นชุมชนเก่าแก่ริมแม่น้ำจันทบุรีด้านตะวันตก แต่เดิมรู้จักกันในชื่อที่เรียกกันติดปากว่า "บ้านลุ่ม" ซึ่งเป็นชุมชนเก่าแก่ของชาวจีนและญวนอพยพตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ต่อมาได้พัฒนามาเป็น ศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและการค้าของจันทบุรีที่สำคัญแห่ง หนึ่งในสมัยรัชกาลที่ 5 มีจุดเริ่มต้นจากเชิงสะพาน วัดจันทร์ ผ่านบ้านท่าหลวงยาวเป็นแนวไปตลอดจนถึงชุมชนตลาดล่าง บริเวณที่เรียกว่าท่าเรือจ้าง อาคารส่วน ใหญ่เป็นที่พักอาศัยและร้านค้าของชุมชนที่มีอายุเกือบร้อยปี ซึ่งสร้างมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5




         ย่านท่าหลวง-ตลาดล่าง มีความสำคัญต่อบทบาทการค้ากับต่างประเทศของจันทบุรีในยุคนั้น คือ เป็นจุด ที่เรือบรรทุกสินค้าของป่าที่รวบรวมมาได้จากป่าแถบตะเคียนทอง น้ำขุ่น คลองพลู วังแซ้มในบริเวณเขาคิชฌกูฎ และ เขาสอยดาว จะล่องลงมาตามลำน้ำจันทบุรี และมาเทียบท่าที่ตลาดท่าหลวง โดยมีกล่มชาวชองซึ่งเป็นชน พื้นเมือง เดิมที่อาศัยอยู่ในแถบเทือกเขาในจันทบุรี ระยอง และตราด เป็นแรงงานในการจัดเก็บของป่านำมาจำหน่าย ในตัวเมืองจันทบุรี ในปีหนึ่งชาวชองจะล่องแพนำสินค้ามาจำหน่ายในเมืองเพียงครั้งเดียว คือในระหว่างเดือน 10 ถึง 12 (เดือนกันยายนถึงพฤศจิกายน) เนื่องจากเป็นฤดูน้ำหลาก สามารถล่องแพลงมาตามลำน้ำได้สะดวก ส่วนใน ฤดูแล้ง ระหว่างเดือน 3 ถึง 5 (เดือนกุมพาพันธ์ถึงเดือนเมษายน) ต้องลำเลียงทางเกวียนซึ่งลำบากและใช้เวลานาน  จึงไม่เป็นที่นิยม ในช่วงที่กองทหารฝรั่งเศสเข้ามายึดครองจันทบุรี (พ.ศ. 2436-2447) การค้าขายในย่านนี้เป็นไปอย่าง คึกคัก นอกจากสินค้าป่าแล้วยังมีการลักลอบจำหน่ายสินค้าประเภทสุรา ฝิ่น กาแฟ ชา การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ของ ย่านท่าหลวง-ตลาดล่าง ส่งผลให้ทางรัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบ สาธารณูปโภคต่างๆในบริเวณนี้ ก่อนบริเวณอื่น


vinayak-vanich.blogspot.com


         ได้มีการประกาศให้พระราชบัญญัติสุขาภิบาลที่ตำบลตลาดเมืองจันทบุรีเป็นแห่งแรกในเขตจันทบุรี ในปี พ.ศ. 2451 นอกจากนี้ในช่วงที่มีการค้าขยายตัว มีจำนวนประชากรอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานชั่วคราวในย่านนี้ถึงปีละ 100 คนเศษ มี พ่อค้าต่างถิ่น อาทิ แขก กุหล่า พม่า เข้ามาตั้งร้านค้าชั่วคราว รวมทั้งมีพ่อค้าเร่จากบ่อพลอยไพลิน บ่อนาวงที่มาซื้อขาย สินค้าต่างๆ และนำพลอยมาขายปีละนับพันคน เมื่อศูนย์กลางการค้าภายในเมืองจันทบุรีย้ายไปอยู่ที่ ตลาดน้ำพุ   บริเวณถนนศรีจันท์และตรอกกระจ่าง ซึ่งนับเป็นถนนเศรษฐกิจของจังหวัด ผู้ประกอบธุรกิจด้านอัญมณีจะมาซื้อขายพลอยและอัญมณีต่าง ๆ เป็นประจำทุกวันเพราะเป็นที่ตั้งของร้านเจียระไนพลอยและร้านค้าอัญมณี ซึ่งอาจนับได้ว่าสถานที่แห่งนี้เป็นตลาดค้าพลอยเจียระไนที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ สามารถเห็นบรรยากาศการซื้อขายพลอย ของบรรดานายหน้าและพ่อค้าพลอย ซึ่งเป็นแหล่งค้าพลอยที่ใหญ่ที่สุดในจันทบุรี มีร้านซื้อขายพลอยดิบและพลอยเจียระไน ตลอดจนธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับพลอยเต็มสองฟากถนน จนขนานนามกันว่าเป็นถนนสายพลอย หรือ ถนนอัญมณี ซึ่งมีพลอยหลายชนิดให้เลือกซื้อเลือกชมกัน ตั้งแต่ราคาไม่กี่ร้อยไปจนถึงราคาเรือนแสน  การซื้อขายพลอยคึกคักที่สุดในช่วงวันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์ มีทั้งร้านเปิดโล่งและร้านติดแอร์ ตั้งเรียงรายอยู่สองฝั่ง ถ. ศรีจันทร์ พ่อค้าจากต่างเมืองจะมานั่งประจำโต๊ะรับซื้อพลอยและมีพ่อค้าพลอยจากต่างประเทศเช่นจากศรีลังกา จากแอฟริกา นำพลอยมาค้าขายและ มาซื้อหาพลอยกลับไปด้วย  แต่ละโต๊ะมีอุปกรณ์สำคัญในการดูพลอย ทั้งคีมคีบ แว่นขยาย เครื่องคิดเลข และตาชั่งสำหรับชั่งน้ำหนักพลอยเป็นกะรัต พร้อมสรรพ



         แม้ปัจจุบันบรรยากาศการซื้อขายพลอยบน ถ. ศรีจันทร์ ไม่รุ่งเรืองและคึกคักเช่นในอดีต แต่ก็เป็นตลาดพลอยแห่งเดียวที่ยังหลงเหลืออยู่  นักท่องเที่ยวสามารถชมการเจียระไนพลอย การโกลนพลอยได้ด้วย ที่เดินทางมาจากที่ต่าง ๆ กันทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ นอกจากนี้ยังมีการค้าขายพลอยดิบอีกด้วย โดยจะเปิดตลาดในช่วงเช้าเวลา 08.00 น. จนถึงประมาณ 15.00 น. มีนายหน้าหรือตัวแทนซื้อขายพลอยมาชุมนุมต่อรองราคากันอย่างคึกคัก นับเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของเมืองจันทบุรีซึ่งไม่อาจพบได้ในจังหวัดอื่น



         ลักษณะ ของย่านท่าหลวง-ตลาดล่างมีลักษณะเป็นตึกแถวโบราณมีลวดลายไม้จำหลักอ่อนช้อยงดงาม อยู่ตามบานประตูหน้าต่างและมุมอาคารซึ่งจะพบรูปแบบเรือนขนมปังขิงปะปนอยู่ ด้วย เพราะชาวจันทบุรีได้รับอิทธิพลจากการติดต่อค้าขายกับชาวต่างประเทศเมื่อสมัย ร. 5 ย่านท่าหลวงยังปรากฏให้เห็นวัฒนธรรมการตั้งบ้านเรือนหรือ ร้านค้าที่หันหลังให้แม่น้ำ หันหน้าเข้าสู่ถนน บ้านเรือนเป็นเรือนติดดิน นิยมสร้างเป็นเรือนหลังใหญ่ทรงจั่ว ใช้วัสดุในท้องถิ่นก่อสร้าง อาทิ ไม้แฝก ใบจาก นิยมยื่นชายคากออกมาเพื่อเป็นร้านค้าติดระเบียงทางเดินด้านหน้า ตามลักษณะที่พักอาศัยกึ่งพาณิชย์อันเป็นลักษณะวัฒนธรรมการค้าขายของชาวจีน อาคารพักอาศัยและร้านค้าย่านท่าหลวงเป็นชุมชนเก่าแก่ที่มีคุณค่าทาง ประวัติศาสตร์อย่างมาก ควรจะมีการอนุรักษ์เอาไว้เพื่อการท่องเที่ยว



การเดินทางไปชุมชนเก่าริมน้ำย่านท่าหลวง-ตลาดล่าง
     - รถยนต์ส่วนตัว มื่อเดินทางมาถึงจังหวัดจันทบุรี ผ่านศาลหลักเมืองบริเวณหน้าค่ายตากสินแล้ว ขับรถผ่านหน้าสถานีตำรวจภูธร จังหวัดจันทบุรี ถึงเชิงสะพานวัดจันทร์ หาที่จอดรถ ชุมชนย่านท่าหลวงจะอยู่ทางด้านขวามือ
     -โดยรถสาธารณะ  รถตู้ไปจันทบุรี ขึ้นรถที่เซ็นจูรี่ให้บริการทุกวัน เริ่มตั้งแต่ 6 โมงเช้า - 1 ทุ่ม ราคาเที่ยวละ 200 บาท โดยรถตู้จะจอด ที่ห้างโรบินสัน จากนั้นนั่งรถมอเตอร์ไซต์รับจ้างบอกว่าไปลวสะพานวัดจันทร์ ค่าโดยสาร 25 บาท
     - รถโดยสารปรับอากาศ บริษัท ขนส่ง จำกัด มีบริการออกจากสถานีขนส่งสายตะวันออก (เอกมัย) และหมอชิต ทุกวัน ตั้งแต่ 04.00 - 24.00 น. ออกทุกชั่วโมง

more pictures

วันอาทิตย์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2555

ศาลหลักเมืองกรุงเทพฯ

ประวัติศาลหลักเมืองกรุงเทพฯ
         เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชการที่ 1 โปรดเกล้า ฯให้ตั้งการพระราชพิธียกเสาหลักเมือง ตามโบราณราชประเพณีเพื่อเป็นนิมิตรหมายหลักชัยสำคัญประจำพระมหานครราชธานี ณ วันอาทิตย์ขึ้น 10 ค่ำ เดือน 6 ปี ขาล จุลศักราช 1144 ตรงกับสุรทิน ที่ 21  เมษายน พุทธศักราช 2325 เวลา 06.54 นาฬิกา  และต่อมาในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหามงกุฏพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ เมื่อเสด็จขึ้นครองราช ทรงตรวจดวงพระชาตาของพระองค์ ซึ่งสถิตอยู่ ณ ราศีกันย์ เป็นอริแก่ลัคณาดวงเมืองกรุงเทพมหานคร เห็นได้ชัดว่าดวงพระชาตาไม่กินกับดวงเมือง พระองค์จึงทรงแก้เคล็ดดวงเมือง โดยโปรดให้ขุดพระหลักเมืององค์เดิม ในการนี้พระองค์ได้โปรดให้ช่างแปลงรูปศาลเสียใหม่จากรูปศาลาเป็นรูปปรางค์ และทรงบรรจุดวงเมืองเดิมลงบนเสาพระหลักเมืองใหม่ ณ วันอาทิตย์ ขึ้น 10 ค่ำ เดือนอ้าย จุลศักราช 1214 ตรงกับสุรทิน ที่ 5 ธันวาคม พุทธศักราช 2395 เวลา 08.48 นาฬิกา

vinayak-vanich

         และพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ สยามินทราธิราช รัชกาลที่ 9 ได้เสด็จพระราชดำเนินมาประกอบพิธีสังเวยสมโภช เมื่อวันจันทร์ที่ 6 เมษายน พุทธศักราช 2513 เวลา 10.30 นาฬิกา ในการนี้ได้มีการปฏิสังขรณ์ศาลให้สง่างามยิ่งขึ้น โดยได้เปลี่ยนแปลงลักษณะรูปศาลเป็นแบบจตุรมุขส่วน แต่ในส่วนของยอดปรางค์นั้นให้คงไว้เช่นเดิม

         นอกจากพระหลักเมือง ซึ่งเป็นเทพารักษ์สำคัญแล้ว ภายในศาลยังมีเทพารักษ์ผู้พิทักษ์ให้ความร่มเย็นแก่แผ่นดิน และประชาราษฎร์อีก 5 องค์ คือ


         1.พระเสื้อเมือง เป็นเทพารักษ์หล่อสัมฤทธิ์ ปิดทอง สูงประมาณ 93 เซนติเมตร มีหน้าที่คุ้มครองป้องกันทั้งทางบกและทางน้ำ คุมกำลังไพล่พลแสนยากร รักษาบ้านเมืองให้ร่มเย็นเป็น สุขปราศจากอริราชศรัตรูมารุกราน
         2.พระทรงเมือง เป็นรูปเทวดาสวมมงกุฎหล่อด้วยสัมฤทธิ์ปิดทอง สูงประมาณ ๗๕ เซนติเมตร มีหน้าที่รักษาการปกครองและกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ  ดูแลทุกข์สุข ของประชาชน ให้ร่มเย็นเป็นสุขสวัสดี
         3.พระกาฬไชยศรี เป็นเทพารักษ์หล่อสัมฤทธิ์ ปิดทอง สูง 86 เซนติเมตร เป็นบริวารพระยม มีหน้าที่นำวิญญาณของมนุษย์ผู้ทำบาปไปสู่ยมโลก
         4.เจ้าพ่อเจตคุปต์ เป็นเทพารักษ์แกะสลักด้วยไม้ปิดทองสูง ๑๓๓ เซนติเมตร เป็นบริวารพระยม มีหน้าที่จดจำความชั่วร้ายของชาวเมืองที่ตายไปแล้วและอ่านประวัติของผู้ตายเสนอพระยม
         5.เจ้าพ่อหอกลอง เป็นเทพารักษ์หล่อสำริดปิดทอง สูง ๑๐๕ เซนติเมตร มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบเหตุการณ์ต่าง ๆ อันเกิดขึ้นในแผ่นดิน เป็นต้นว่าคอยรักษาเวลาย่ำรุ่ง ย่ำค่ำ และเที่ยงคืน เกิดอัคคีภัยหรือมีข้าศึกศัตรูยกมาประชิดพระนคร




เอกสารอ้างอิง
เอกสารครบรอบ 222 ปี วันสถาปนาองค์พระหลักเมือง 21 เมษายน 2547
โดย องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ในพระบรมราชูปถัมภ์

วันอังคารที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2555

ผู้ทำทุกสิ่งทุกอย่าง-พระวิศวกรรม

ผู้ทำทุกสิ่งทุกอย่าง-พระวิศวกรรม  

       สวัสดีครับ ปีใหม่ผ่านไปพร้อมกับบทความมงคล 2 บทความ คือ มงคล และสิริ 8 -01  กับมงคล และสิริ 8 -02 และที่ผ่านไปอีก อย่างคือเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ มหาอุทกภัย ระดับชาติ ที่หลายคนไม่มีทางลืมมันไปได้ ก็อยากให้กำลังใจทุกท่านสู้กับชีวิตในวันข้าง หน้าต่อไปนะครับ ส่วนผมก็ประสบภัยเช่นกันแต่ยังพอปรับตัวได้ ที่จะเสียดายหน่อยก็  hard disk ที่เก็บข้อมูลต่างๆไว้ 3 ลูก จมน้ำเรียบร้อยครับ เหลือที่ติดเครื่องอยู่ลูกเดียวกับ ข้อมูลที่ไม่ประติดประต่อกัน  ก็คิดว่ามีข้อมูลอะไรที่เหลือคงจะโพสท์ขึ้นอินเตอร์เน็ต ดีกว่าขืนเก็บไว้กับตัว ปีหน้ามันจะเหลือหรือเปล่าก็ไม่ทราบให้บังเอิญว่าให้ผมพบรูป พระวิษณุกรรมเก็บไว้ แต่ไม่ทราบที่มาที่ไปว่ามาจากเว็บไหน-ใครเป็นคนวาด แต่ข้อมูลที่มีผู้ค้นคว้าเกียวกับประวัติท่านยังอยู่ติดเครื่องเป็นของ คุณปฏิพันธ์  อุทยานุกูล(สถาบันภาษา  มหาวิทยาลัย ราชภัฏเชียงราย) ก็ขอกล่าวถึงพระวิศวกรรมตามงานค้นคว้าตามนี้



         พระวิศวกรรมนั้นถือเป็นเทพ  "ชั้นผู้ใหญ่"  ที่สถิตย์อยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงษ์ และเป็นบริวารของพระอินทร์อีกที หนึ่ง  มีชื่ออยู่หลากหลายตามประสาของเทพ  ทั้งพระวิษณุกรรม  พระวิศวกรรมา  พระวิสสุกรรม  วิศวกรรมัน  พระเวสสุกรรม หรือ พระเพชฉลูกรรม  ซึ่งชื่อทั้งหมดที่ว่ามานั้นสามารถกล้อมแกล้มแปลความหมายได้ว่า  "ผู้ทำทุกสิ่งทุกอย่าง"

         ตำนานเทพเจ้าของฮินดูนั้นกล่าวว่า พระวิศวกรรมมีสามตา  กายสีขาว ทรงอาภรณ์สีเขียว โพกผ้า ในการสร้างรูปเคารพมักจะไม่เหมือนกัน  เช่นบ้างก็สร้างให้พระองค์ถือ คทา  จอบ  ไม้วา  ไม้ฉาก  ผึ่ง (เครื่องมือสําหรับ ถากไม้ รูปร่างคล้ายจอบ แต่มีขนาดเล็กกว่าและด้ามสั้นกว่า)  และลูกดิ่ง  เป็นต้น

         ในพุทธ ศาสนาของเรานั้นพระวิศวกรรมมีบทบาทมาก  ในตำนานเล่าว่า ท่านเป็นผู้สร้างบรรณศาลาและอาศรมให้แก่พระโพธิสัตว์หลายพระองค์  เท่าที่จำได้ก็เห็นจะเป็นพระเวสสันดร  ในมหาเวสสันดรชาดก  เป็นผู้สร้างบันไดเงิน บันไดทอง บันไดแก้วถวายแด่สมเด็จพระสรรญเพชรชุดาญาณสัมมาสัมพุทธเจ้า  เพื่อใช้เสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์มายังโลกมนุษย์ที่เมืองสังกัส-สนคร หลังจากเสร็จภารกิจในการเทศนาโปรดพุทธมารดาบนสวรรค์ช่วงเข้าพรรษา

         ส่วนในวรรณคดีไทยก็มีปรากฏอยู่หลาย ๆ เรื่องที่พระวิศวกรรมเข้าไปเกี่ยวข้องเพราะต้องทำตามบัญชาของพระอินทร์ในการช่วยเหลือผู้มีบุญ  เช่นในเรื่องสังข์ทอง(ในปัญญาสชาดกเรียกว่า  "สุวรรณสังขราชกุมาร")  พระอินทร์ก็มีเทวบัญชาให้พระวิศวกรรมไปท้าท้าวสามนต์บิดาของนางจรนาตีคลี  ซึ่งสุดท้ายพระสังข์ก็ต้องถอดรูปเงาะและอาสาออกไปแข่งคลีแทน

         ในรามเกียรติ์ก็บอกว่าเมืองลงกาของทศกัณฐ์และเมืองทวารกาของพระกฤษณะ นั้นก็สำเร็จด้วยฝีมือของพระวิศวกรรมเช่นกัน  และถ้าใครอ่านชื่อเต็มของกรุงเทพฯให้ดีๆ ก็จะพบว่า  พระวิษณุกรรมเป็นผู้สร้างด้วยนะ ไม่เชื่อลองไปดูคำว่า“…วิษณุกรรมประสิทธิ์”  สิครับ

         อีกตอนหนึ่งที่พระวิศวกรรมมีบทบาทก็คือตอนกำเนิดพระคเณศวร  คือแรกเริ่มเดิมทีพระคเณศก็เหมือนกับกุมารธรรมดาทั่วไปนั่นแหละ  แต่ด้วยวาจาสิทธิ์ของพระนารายณ์ก็เลยทำให้เศียรของพระกุมารคเณศวรขาดหายไป  ครานี้ก็ถึงทีที่พระวิศวกรรมต้องระเห็จไปหาเศียรมาต่อ  ตามหาเท่าไหร่ก็ไม่พบ  พอดีไปเจอช้างพลายตัวหนึ่งนอนตายโดยหันหัวไปทางทิศเหนือ  (บ้างก็ว่าทิศใต้)  พระวิศวกรรมก็เลยตัดหัวช้างตัวนั้นแล้วนำมาต่อเข้ากับกายพระกุมารคเณศวร  และพระคเณศวรจึงมีเศียรเป็นช้างแต่นั้นมา

         ในวรรณคดีเรื่องลิลิตนารายณ์สิบปาง  พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่หก  มีการกล่าวถึงพระวิศวกรรมไว้ในปางที่สอง  กูรมาวตาร  เรื่องของเรื่อก็คือว่ามีการกวนน้ำอมฤตกัน  และเมื่อกวนไป ๆก็เกิดของวิเศษผุดขึ้นมา ได้แก่โคสุรภี  (เทวดายกให้พระฤษีวศิษฐ์)  เหล้า  ต้นไม้ปาริชาต  (พระอินทร์เอาไปเก็บไว้บนสวรรค์)  นางอัปสร  พระจันทร์  (พระอิศวรเอาไปเป็นปิ่นปักผม)  พิษ  (ตอนแรกงูและนาครีบมาสูบ  แต่พระอิศวรกลัวว่าจะเป็นอันตรายต่อโลก  พระองค์ก็เลยเสวยเสียเอง  ทำให้พระศอของพระองค์ไหม้เป็นสีดำ)  พระศรีเทวี  และสุดท้ายน้ำอมฤตก็ตามมา  ในตอนที่พระศรีเทวีหรือพระลักษมีผุดขึ้นมานั้น  พระวิศวกรรมเป็นผู้เนรมิตอาภรณ์ ให้พระนางสรวมใส่  ดังโคลงที่ว่า
                    อันสุรเทพผู้                   ศิลปี
                    วิศวะกรรมาเอก            ช่างนั้น
                    นิรมิตรเครื่องทรงศรี    สุวรรณรัตน์
                    แวววับจับช่อชั้น           นภา
         เมื่อคราวที่พระศรีกำเนิดนั้นปวงเทวาและอสูรต่างหมายปอง  แต่พระนางไม่เหลียวแลใครเลย  พอใส่เสื้อผ้าเสร็จก็ไปถวายบังคมแทบบาทพระวิษณุนารายณ์  พระองค์ก็ทรงโอบกอดรับไว้กับทรวง  ไหน ๆ ก็ก้าวเลยมาถึงตำนานเทพของฮินดูแล้ว  ก็ขอเลยไปถึงเรื่องครอบครัวของพระวิศวกรรมอีกสักนิดก็แล้วกันนะครับ

         พระวิศวกรรมนั้นมีลูกสาวชื่อว่านางสัญชญา  เกิดแต่นางฆฤตาจี  ซึ่งเป็นหนึ่งในนางอัปสร 11  นางที่งามเลิศที่สุด  นางสัญชญาเป็นมเหสีของพระอาทิตย์  ก็อยู่กินด้วยกันนานมาก  แล้วจู่ ๆ วันหนึ่งลูกสาวก็มาบ่นให้พ่อตัวฟังว่าชักจะทนรับรัศมีอันร้อนแรงของพระอาทิตย์ไม่ไหวแล้ว  ด้วยหัวอกของผู้เป็นพ่อที่รักลูกสาว  ก็เลยจับลูกเขยคือพระอาทิตย์มาขูดฉวี  (ผิวกาย)  ออกไปซะส่วนหนึ่ง  (ไม่รู้มากน้อยเท่าใด)  เพื่อลดความร้อนแรงให้น้อยลง  จากนั้นก็เอาส่วนที่ขูดออกมานั้นไปออกแบบเป็นอาวุธนานาชนิดจ่ายแจกแก่เทวดาทั้งหลาย  เช่น  ทำตรีศูลถวายให้พระอิศวร  จักร  สำหรับพระนารายณ์   วชิราวุธ (สายฟ้า)  ให้พระอินทร์ คทา  ให้ท้าวกุเวร และ โตมร (อาวุธสำหรับใช้ซัด - หอก)ให้พระขันทกุมาร เป็นต้น

         บทบาทของนายช่างเอกแห่งสวรรค์ยังไม่หมดนะครับ  เพราะนอกจากจะเป็นนายช่างใหญ่แล้ว  พระวิศวกรรมยังมีความสามารถทางด้านดุริยะดนตรีอีกด้วย  ตามตำนานกล่าวว่า เป็นผู้สร้างเครื่องดนตรีขึ้นใช้ ทำให้เกิดเสียงที่ไพเราะขึ้น ดังนั้น เราจึงเคารพบูชาท่านในฐานะ เป็นครูผู้สร้างสรรค์เครื่องดนตรีให้เกิดขึ้น ตามตำนานเล่าต่อกันมาว่าเมื่อแรกในอดีตกาล มนุษย์ยังไม่มีอารยะธรรมอย่างเช่นทุกวันนี้ การละเล่นและการบันเทิงต่าง ๆ ยังไร้ระบบระเบียบ จะร้องจะเล่นสิ่งใดก็ขาดความไพเราะและความงดงาม จนร้อนถึงพระอินทร์ ด้วยนึกเวทนาเหล่ามนุษย์จึงมีเทวบัญชาให้พระวิศวกรรมนายช่างใหญ่ประจำสวรรค์ ลงมาบอกสอนมนุษย์ให้รู้จักการละเล่นอย่างเหมาะสม พระวิศวกรรมรับเทวโองการแล้วจึงเสด็จลงมายังโลกมนุษย์และจำแลงองค์เป็นชีปะขาวเที่ยวจาริกไป ถึงท้องที่ถิ่นใดก็นำความรู้การละเล่นต่าง ๆ วิชาช่าง รวมถึงวิชาช่างทำเครื่องดนตรีมาสอนแก่มนุษย์ นับแต่นั้นมามนุษย์จึงรู้จักการสร้างและเล่นเครื่องดนตรี จนมีการพัฒนารูปแบบมาจนถึงปัจจุบันนี้

         ในวงการนาฏศิลป์ไทยมีการทำหัวโขนของพระวิศวกรรมด้วย  โดยมีสองแบบคือทำเป็นหน้ามนุษย์ สีเขียวแก่ หรือเขียวใบแค สวมเทริด หรือมงกุฎยอดน้ำเต้า  และ  ทำเป็นหน้ามนุษย์ สีเขียวแก่ หรือเขียวใบแค ศีรษะโล้น มีกระบังหน้าหรือโพกผ้าสีเขียนลายดอกไม้บริเวณผม นัยว่าแบบนี้แสดงถึงช่วงที่ทำงานช่างจึงไม่ทรงเครื่องประดับ แต่มักพบเห็นได้น้อยกว่าแบบแรก…

         (ที่กล่าวมาทั้งหมดนี่ผู้เรียบเรียงต้องการจะรวบรวมเรื่องราวเกี่ยวกับพระวิศวกรรมไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะนึกขึ้นมาได้   และเขียนด้วยภาษาที่เป็นวิชาการน้อยที่สุด  ดังนั้นผู้อ่านที่จะนำไปใช้อ้างอิงในเชิงวิชาการจึงควรชั่งใจให้จงดี  เพราะข้อผิดพลาดจากการนึกถึงเรื่องราวที่ผู้เรียบเรียงอ่านไว้เมื่อเกือบสิบปีแล้วย่อมจักต้องมีข้อผิดพลาดอยู่บ้างซึ่งก็ต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย)

วันพฤหัสบดีที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2555

มงคล 8 สิริ 8 -02

ต่อจากบทความที่แล้ว  สิริและมงคล 8 (ภาคที่ 1) ว่า มงคล 8 ประการแบ่งแยกได้เป็น 2 กลุ่ม คือ สิ่งที่ถือว่าเป็นมงคล  และสิ่งของที่ใช้เป็นสัญลักษณ์ของมงคล โดย สิ่งที่ถือว่าเป็นมงคล 8 ประการ
             1. ใบเงิน  หมายถึง ความมั่งคั่ง
             2. ใบทอง  หมายถึง ความมั่งคั่ง
             3. ใบนาค  หมายถึง ความมั่งคั่ง
             4. ใบพรหมจรรย์ หมายถึง ความบริสุทธิ์สะอาด
             5. หญ้าแพรก หมายถึง ความเจริญงอกงามรวดเร็ว
             6. ฝักส้มป่อย หมายถึง การล้างโรคภัย
             7. ผิวมะกรูด หมายถึง ทำให้สะอาด
             8. ใบมะตูม หมายถึง เทพพรของพระเป็นเจ้าของศาสนาพราหมณ์ทั้งสาม คือ พระศิวะ     พระนารายณ์ และพระพรหม
สิ่งที่ถือว่าเป็นมงคล ๘ ประการจะมีปรากฏในหม้อหรือขันเทพมนต์ของพราหมณ์ หรือในหม้อในขันและในบาตรพระพุทธมนต์ที่เกี่ยวกับพิธีทางศาสนาโดยทั่วไป

       ส่วน สิ่งของที่ใช้เป็นสัญลักษณ์ของมงคล 8 ประการ ซึ่งมีประวัติผูกพันกับคติประเพณีของพราหมณ์รามวงศ์นำมาเผยแพร่ ได้แก่
       1 ตะบอง (คทา )       2. สังข์         3. จักร        4. ขอช้าง        5. ธงชัย (ธงชาย)
       6.กรอบหน้า             7. โคอุสภะ   8. หม้อน้ำ
สิ่งของที่ใช้เป็นสัญลักษณ์ของมงคล 8 อย่างนี้ กล่าวกันว่ามีประวัติผูกพันกับคติประเพณีของพราหมณ์รามวงศ์นำมาเผยแพร่ ซึ่งมีชี่อเป็นภาษาบาลีว่าอัฎฐพิธมงคล ซึ่งแปลว่ามงคล 8 ประการนั่นเอง

vinayak-vanich.blogspot.com

       1.ตะบอง หรือคทา หม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัย ดิศกุล ทรงอธิบายว่า “เป็นศาตราวุธอย่างหนึ่งของพระนารายณ์เป็นเจ้า” ตำราโบราณอธิบายเก็บความได้ว่า “ตะบองเดิมเป็น เทพวราวุธของพระพรหม ทำจากเถาวัลย์บนยอดเขาพระสุเมรุ พระนารายณ์ได้เสด็จไปพบเข้า จึงถอนเอามาด้วยพละกำลังอันแรงกล้า แล้วบิดให้เถาวัลย์นั้นเข้ารวมกันจนเป็นเกลียว แล้วถวายพระพรหมเพื่อทรงใช้เป็นเทพวราวุธคู่พระหัตถ์ ต่อมาพระพรหมถวายแด่พระอิศวร ตะบองนี้มีอานุภาพมากเป็นที่หวั่นเกรงของหมู่ยักษ์และภูตผีปิศาจ” เรื่องตะบองศักดิ์สิทธิ์นี้ได้ถูกจำลองมาทำด้วยใบลานหรือใบตาลเป็นรูปแบนๆ เรียกว่า “ตะบองเพชร” ตรงปลายทำเป็นหงอน ซึ่งความจริงเป็นรูปพรหมสี่หน้า แต่ทำพอเป็นเลาๆ จึงไม่เห็นชัด ในเวลาโกนจุกเด็กๆ พราหมณ์จะให้เด็กถือตะบองดังกล่าวนี้ไว้เพื่อป้องกันสรรพภัยพิบัติ และช่วยให้เกิดสิริมงคล และในพระราชพิธีตรุษสมัยก่อน ผู้ฟังสวดภาณยักษ์ จะได้รับแจกตะบองเพชร  (ใบลาน) ให้ถือกันด้วย


       2.จักร เป็นเทพวราวุธของพระอิศวรมีรูปเป็นวงกลม อย่างวงล้อและมีแฉกโดยรอบ ๙ แฉก เวียนไปทางขวาเป็น ทักษิณาวัตร ซึ่งหม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัย ดิศกุล ทรงอธิบายว่า เป็นศาตราวุธของพระนารายณ์ ตำราเก่าเล่าความเป็นมาและความศักดิ์สิทธิ์ของ “จักร” ไว้เป็นใจความว่า “พระอิศวรทรงสร้างเทวดานพเคราะห์ขึ้น ๙ องค์ คือ พระอาทิตย์ พระจันทร์ พระอังคาร พระพุธ พระเสาร์ พระพฤหัสบดี พระราหู พระศุกร์ และพระเกตุ ให้อยู่ในวิมาน ๙ วิมาน มีหน้าที่ตระเวนรอบจักรราศี ซึ่งแบ่งออกเป็น ๑๒ ราศี โดยเทวดานพเคราะห์ทั้ง ๙ องค์ หมุนเวียนผลัดเปลี่ยนกันไปตามลำดับนับตั้งแต่พระอาทิตย์ไปจนพระเกตุ และเทวดานพเคราะห์นั้นอาจบันดาลให้มนุษย์ประสบผลดีผลชั่วได้ ดังนั้นจึงถือว่าเป็นจักราวุธของพระอิศวร และถูกจำลองมาเป็นจักรมี ๙ แฉก แยกตามลำดับดาวนพเคราะห์ เช่น แฉกที่ ๑ พระอาทิตย์ แฉกที่ ๒ พระจันทร์ เรียงลำดับไป ดังนั้นผู้ที่ต้องการบำบัดทุกข์ภัยที่เกิดขึ้น จึงประกอบพิธีกรรมบวงสรวงเทวดา และนำจักร ๙ แฉกซึ่งถือว่าเป็นเทพวราวุธของพระอิศวร จัดเป็นสิ่งมงคล แทนเทวดาทั้ง ๙ เข้าร่วมในพิธีกรรม”
(จักร (อักษรเทวนาครี: चक्रं, ภาษาปัญจาบ: chakkar, ภาษามาเลย์: cakera), เป็นอาวุธที่มีต้นกำเนิดในอินเดีย รูปร่างเป็นโลหะแบน เป็นวงกลม [1] จักรในภาษาไทยมาจากภาษาสันสกฤต หมายถึงล้อ หรือวงกลม ตามคติความเชื่อของศาสนาพราหมณ์ และเป็นอาวุธของพระนารายณ์ชนิดหนึ่ง ลักษณะเป็นรูปคดเคี้ยว 8 แฉก และมีลวดลายอยู่ในเส้นวงกลม (จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี))


       3.สังข์  ในคำโคลงเป็น ศรีสังข์ หม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัย ดิศกุล ทรงอธิบายว่า เป็นศาตราวุธของพระนารายณ์เช่นเดียว กับตะบอง ในตำราของเก่าเล่าว่า “ในปฐมกัลป์ โลกของเรายังว่างเปล่าอยู่ พระอิศวรได้ทรงสร้างสรรพสิ่งต่างๆ ขึ้นมาอีกจนครบถ้วน แล้วก็ทรงพระราชดำริจะสร้างคัมภีร์พระเวทขึ้นไว้คู่กับโลก จึงทรงมีเทวบัญชาให้พระพรหมสร้างขึ้น เมื่อพระพรหมสร้างเสร็จแล้วก็นำไปถวายพระอิศวรแต่ขณะเสด็จมาเกิดความร้อนพระวรกายและบังเอิญผ่านมหาสมุทร พระพรหมจึงหยุดสรงน้ำ โดยวางพระคัมภีร์ไว้ ณ ริมฝั่งมหาสมุทร ขณะเดียวกัน มีพรหมอีกคู่หนึ่งเป็นคู่อาฆาตกันได้จุติจากพรหมโลกลงมาเกิดเป็นยักษ์หอยสังข์มีชื่อว่า “สังขอสูร” สิงสถิตอยู่ในแถบมหาสมุทรแห่งนั้น เห็นคัมภีร์พระเวท จึงแอบขโมยเอามากลืนเข้าไปไว้ในท้อง แล้วลงไปนอนกบดานนิ่งอยู่ใต้ท้องมหาสมุทร พระพรหมเสด็จขึ้นจากน้ำไม่เห็นคัมภีร์พระเวท ตกพระทัยรีบเสด็จไปเฝ้าพระอิศวร กราบทูลให้ทรงทราบ พระอิศวรทรงทราบด้วยพระญาณจึงมีเทวบัญชาให้พระนารายณ์ลงไปปราบและนำคัมภีร์พระเวทคืนมา พระนารายณ์รับโองการแล้ว เสด็จลงไปปราบสังขอสูรโดยอวตารหรือแปลงองค์เป็นปลากรายทอง(มัสยาวตาร)ทรงปราบสังขอสูรได้แล้วแหกอกล้วงเอาพระเวทกลับคืนไปถวายพระอิศวร พระอิศวรจึงสาปว่า ถ้าผู้ใดจะทำการมงคลให้ใช้สังข์เป็นเครื่องหลั่งน้ำมนต์เป็นการประสาทพรจะทำให้เกิดสวัสดิมงคล พวกเป่าสังข์ให้เกิดเสียงดังก็จะเกิดสวัสดิมงคลจนกระทั่งสิ้นเสียงสังข์” สังข์ หรือ หอยสังข์จึงถือกันว่าเป็นสัญลักษณ์ของมงคล เพราะจุติมาจากพรหมโลก เคยเป็นที่เก็บพระเวท และ ต้องพระหัตถ์พระนารายณ์มาแล้ว

vinayak-vanich.blogspot.com

        4.ขอช้าง เป็น เทพวราวุธของพระพิฆเณศวร ซึ่งเป็นโอรสของพระอิศวร ขอช้างได้รับความนับถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของสิ่งมงคลนั้น ตำราเล่าว่า “ในป่าหิมพานต์ ครั้งหนึ่งเกิดมีช้างพลายเชือกหนึ่งชื่อ เอกทันต์ เป็นช้างที่ดุร้ายมีฤทธิ์มากเที่ยวสร้างความเดือดร้อนให้เทวดาและมนุษย์จนอยู่ไม่เป็นสุข ไม่มีใครปราบได้ พระอิศวรจึงทรงมีบัญชาให้พระนารายณ์ลงมาปราบ ช้างเอกทันต์พยายามหลบหนีเพราะรู้ตัวดีว่าสู้ไม่ได้ พระนารายณ์ตามไปจนพบ และทรงใช้บ่วงบาศคล้องเอาช้างเอกทันต์ไว้ได้ แต่เกิดปัญหาว่าบริเวณที่จับช้างได้นั้น เป็นทุ่งกว้างโล่ง ไม่มีต้นไม้หาที่ผูกช้างไม่ได้ ในที่สุดจึงทรงปักตรีศูลอันเป็นเทพศาตราวุธลงไปในดิน แล้วตรัสสั่งให้เทพศาตราวุธนั้นเป็นต้นไม้ใหญ่ ทันใดนั้นเทพศาตราวุธก็กลายเป็นต้นมะตูมใหญ่ จึงทรงผูกช้างไว้กับต้นมะตูมทรมานจนช้างคลายพยศ แล้วเสด็จขึ้นทรงพร้อมกับหักกิ่งมะตูมอันเป็นหนามมาทำเป็นขอช้าง บังคับนำช้างไปเฝ้าพระอิศวร และต่อมา พระนารายณ์ก็ทรงมอบขอช้างนั้นแก่พระพิฆเณศวร เป็นเทพอาวุธประจำพระองค์ดังกล่าวแล้ว ดังนั้นไม้มะตูมจึงถือว่าเป็นมงคล มักจะนำใบมะตูมใส่ลงไปในน้ำมนต์หรือรดน้ำมนต์แล้วก็เอาใบมะตูมทัดหู ด้วยถือว่าเป็นสิริมงคลเหมือนกับขอช้าง”


      5.ธงชัย หรือธงชาย เหตุที่เรียกว่า “ธงชัย” หมายถึง ธงอันจะนำมาซึ่งชัยชนะ เป็นธงที่นำกองทัพ ส่วนที่เรียกว่า ธงชาย นั้นเพราะรูปลักษณะเป็น ธงสามเหลี่ยม มีชายห้อยลงมาเป็น ๓ ชาย ชายหนึ่งหมายถึงพระอิศวร ชายหนึ่งหมายถึง พระนารายณ์ และอีกชายหนึ่งหมายถึงพระพรหม ธงดังกล่าวนี้เป็นธงนำกองทัพเทวดา ยกออกไปรบยักษ์ และได้ชัยชนะเป็นประจำ ธงชายจึงมาเป็นธงชัย ต่อมาได้มีการเปลี่ยนแปลงรูปทรงของธงชัยไปบ้าง ดังธงชัยประจำกองทัพ กองพัน ธงประจำองค์พระมหากษัตริย์ในการเสด็จพระราชดำเนินขบวนพยุหยาตรา ธงชัย หรือ ธงชาย จึงเป็นสัญลักษณ์ของสิ่งอันเป็นมงคลประการหนึ่ง


   
  6. กรอบหน้า เป็นสัญลักษณ์ของมงคล โดยหม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัย ดิศกุล ทรงอธิบายว่า “เครื่องประดับหัวอันเป็นหลักของกาย”  ส่วนคำโบราณของเก่าอธิบายพอเก็บความได้ว่า “กรอบหน้ามีความสัมพันธ์กับหญ้าแพรกและสายสิญจน์”
กล่าวคือ หญ้าแพรกที่ถือว่าเป็นใบไม้มงคลอย่างหนึ่งนั้นมีกำเนิดมาจากบัลลังก์อาสน์ของพระนารายณ์ซึ่งบรรทมหลับอยู่เหนือ หลังพญานาคที่ขดตัวเป็นวงเป็นแท่นบัลลังก์ เมื่อพระนารายณ์เสด็จลงมาช่วยมนุษย์แล้วก็จะเสด็จกลับไปบรรทม ณ แท่นบัลลังก์พญานาคเป็นเวลานานมากๆ นานมากจนกระทั่งปรากฏว่า หนวดของพญานาคได้เจริญงอกงามและยาวขึ้นเรื่อยๆ เมื่อยาวมากก็หลุดลอยไปตามกระแสน้ำ บ้างก็มาติดอยู่ตามชายฝั่งทะเล แล้วกลายเป็นหญ้าแพรก ภายหลังมนุษย์รวมเหตุที่มาของหญ้าแพรก เกิดความศรัทธาว่าเป็นมงคล จึงเอามาทำเป็นมงคลบ้าง สายสิญจน์บ้าง ถักทำเป็นครอบหน้าสวมศีรษะบ้าง ซึ่งในเวลาต่อมามงคลและสายสิญจน์ได้ถูกเปลี่ยนจากหญ้าแพรกเป็นด้ายดิบในปัจจุบัน รวมทั้งกรอบหน้าก็ได้เปลี่ยนจากหญ้าแพรกมาเป็นสิ่งอื่นจนถึงเป็นโลหะเช่นในปัจจุบัน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของมงคลสิ่งหนึ่ง


vinayak-vanich.blogspot.com

       7.โคอุสภะ บางแห่งเรียกว่า โคอุสภราช เป็นพาหนะของพระอิศวร ดังนั้นเมื่อจะทำการมงคลใดๆ จึงนิยมเอามูลโคมาเจิมที่หน้าผากเพื่อให้เกิดสิริมงคล แต่เมื่อประเพณีดังกล่าวแพร่มาถึงเมืองไทยได้เปลี่ยนแปลงมูลโคเป็นแป้งกระแจะละลายในน้ำหอมแทน เหตุที่เจิมตรงหน้าผาก ก็เพราะเชื่อว่าที่หน้าผากนั้นเป็นที่อยู่ของสิริประจำตัวมนุษย์ทุกคน หรือบางท่านกล่าวว่าตรงหน้าผากเป็นที่สถิตของดวงตาที่ ๓ ของพระอิศวร จึงเจิมตรงนั้นให้เป็นสิริมงคลหรือเป็นสัญลักษณ์ของมงคลอย่างหนึ่ง

     
vinayak-vanich.blogspot.com

8.หม้อน้ำ ถือกันว่า พระอุมาซึ่งเป็นมเหสีพระอิศวร ทรงเลี้ยงโลกมาด้วยน้ำนมจากพระถันยุคล จึงจำลองมาเป็นหม้อน้ำมนต์ หรือครอบน้ำมนต์ มีน้ำเต็ม บางแห่งเรียกว่าเต้าน้ำมนต์ และใน หม้อน้ำมนต์ หรือครอบน้ำมนต์ แม้บาตรน้ำมนต์ก็มักจะใส่สิ่งอันเป็นมงคล คือ ใบทอง ใบเงิน ใบนาค ใบพรหมจรรย์ ฝักส้มป่อย หญ้าแพรก ผิวมะกรูด และใบมะตูม หรือจะใช้ดอกบัว ลอยแทนก็ได้ จะลอย ๕ ดอก ๓ ดอก หรือดอกเดียวก็ได้ตามขนาดของที่บรรจุน้ำมนต์ การใช้ดอกบัวลอยเป็นอีกคติหนึ่ง คือ สมมุติว่าน้ำนั้นได้มาจากสระโบกขรณี หม้อน้ำมนต์ถือว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งสิ่งอันเป็นสิริมงคลอย่างยิ่งอย่างหนึ่ง ดังจะเห็นได้ว่าการทำบุญส่วนใหญ่มักจะมีหม้อน้ำมนต์ หรือครอบน้ำมนต์ตั้งอยู่ด้วยเสมอ ไทยเราสมัยโบราณ มักจะมีหม้อใส่น้ำเต็มตั้งไว้หน้าพระในห้องพระเสมอ และนำน้ำนั้นมาล้างหน้า โดยถือว่าเป็นน้ำมนต์เพราะก่อนนอนคนไทยมักจะสวดมนต์ไหว้พระเสมอ

       เรื่องมงคล ๘ ประการ เป็นคติความเชื่ออันเกิดจากศาสนาพราหมณ์ แต่ยังเป็นความเชื่อที่พุทธศาสนิกชนนิยมนับถืออยู่ และถือว่าจะบันดาลความสุขให้ตน แถมอีกนิดสำหรับมงคล 8 ประการ โดย หลวงปู่เกลี้ยง เตชธัมโม วัดโนนแกด ซึ่งท่านว่าตามนี้

       1. ล้างเท้าก่อนนอน
       2. ผ้านุ่งห้ามเช็ดหน้า
       3. ห้ามลอดราวตากผ้า
       4. ขี้ เยี่ยว ห้ามหันไปทางทิศตะวันออก – ตก
       5. วันพระห้ามร่วมประเวณี
       6. ขึ้น – ลงบันได ให้สุดก่อน ห้ามพูดระหว่าง อยู่บันได
       7. เวลานอนห้ามนอนกลับหัวกลับหาง
       8. ส้มตำอยู่ในครก ห้ามใช้มือหยิบกิน

ขอให้มีความสุขทุกคนครับ...

วันจันทร์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2555

มงคล 8 และ สิริ 8

        สวัสดีครับ บทความแรกของปี 2012 นี้ ขอเริ่มด้วย สิ่งอันเป็นมงคล รับปีใหม่ ซึ่งให้บังเอิญว่า สิ่งต่างเหล่านี้ มักจะรวมกันได้ 8 เช่น มงคล 8 หรือ สิริ 8 อย่างแรก ขอเริ่มจาก ตำราพรหมชาติฉบับสมบูรณ์ โดย สำนักพิมพ์อำนาจสาส์น ว่าด้วยเรื่อง ดิถีฤกษ์ห้ามการกระทำพิธีมงคลและสิริ 8 ประการ

 vinayak-vanich

       สิริ 8 ประการ  นี้ว่า อยู่สำหรับโลก ถ้าผู้ใดรักษาสิริ 8 ประการ นี้ไว้ได้ เทวดาซึ่งเป็นตัวสิริจะมารักษาผู้นั้นแล ถ้าผู้ใดไม่รักษาตามโลกบัญญัติ 8 ประการนี้ เทวดาสามานย์ อันเป็นตัวกาลกิณีจะเข้าแทรกผู้นั้นให้เสียยศศักดิ์ มงคล แม่นกอินทรีย์ บอกสิริ 8 ประการแก่ลูกนกว่า
       คำรบ 1 บุรุษสตรี เว้นจากการเสพกามรสในวัน 8 ค่ำ 14 ค่ำ 15 ค่ำ และวันตรุษสงกรานต์ วันจันทรุปราคา สุริยุปราคา  (ราหูจับพระจันทร์ จับพระอาทิตย์) และวันเกิดของตัว ถ้าผู้ใดรักษาได้ เทวดาอันเป็นสิริมาอยู่รักษาผู้นั้นแล
       คำรบ 2 ว่าผู้ใดบริโภคอาหารให้บ่ายหน้าไปทิศบูรพา เทวดาอันเป็นสิริ จะเข้ามาอยู่รักษาผู้นั้น
       คำรบ 3 ว่าผู้ใดถ่ายอุจจาระปัสสาวะ ให้บ่ายหน้าไปทางทิศปัจฉิม เทวดาอันเป็นสิริจะเข้ามาอยู่รักษาผู้นั้น
       คำรบ 4 ว่า ผู้ใด ๆ จะนอนด้วยกัน ให้หญิงนอกเบื้องซ้าย ชายนอนเบื้องขวา เทวดา อันเป็นสิริ จะเข้ามารักษาผู้นั้นแล
       คำรบ 5 ว่าผู้ใดอย่าเอาผ้านุ่งกลางวันกลางคืนรวมกัน ถ้าจะนุ่งให้หมายชายพก หรือทำเครื่องหมายไว้ อย่าให้ผิด อย่านุ่งรวมกัน เทวดาอันเป็นสิริไพรจะเข้ามารักษาแล
       คำรบ 6 ว่า เวลาเช้า โยคีสิริอยู่หน้าผาก ให้เสกน้ำล้างหน้าจึงจะเกิดสิริ เทวดาอันเป็ สิริไพรจะเข้ามารักษาแล
       คำรบ 7 ว่า เวลาเที่ยง (12.00 น. นาฬิกา) โยคีสิริอยู่อก ให้อาบน้ำทาแป้งเจิมอก และหทัย เทวดาอันเป็นสิริจะเข้ามารักษาแล
       คำรบ 8 ว่า เวลาค่ำ โยคีสิริอยู่หน้าหัวแม่เท้าและกลางใจเท้า เมื่อจะเข้านอน ให้อาบ น้ำชำระหัวแม่เท้า และกลางใจเท้าให้เกิดสิริ เทวดาอันเป็นสิริมารักษาแลถ้าปฏิบัติได้ดังนี้ ศัตรูทั้งปวงจะทำร้ายมิได้เลย ถ้ามีผู้คิดร้ายก็ดลใจให้รู้

ถ้าผู้ใดรักษาสิริ 8 ประการนี้ได้ เทวดาอันเป็นสิริไพร จะเข้ามาให้โทษผู้นั้น ทำให้เป็นคนอัปรภาคถอยยศศักดิ์ในโลกนี้ แม่นกจึงบอกแก่ลูกว่าเจ้าจงรู้สิริ 8 ประการนี้เถิด ( แม่นกแสดงให้ลูกนกฟังดังนี้ โลกพรหมอยู่ใต้ต้นไม้ได้ยินทุกสิ่ง ครั้นวันรุ่งขึ้นเป็นวันคำรบเจ็ดวันโลกพรหมก็ไปรอคอยเทวพรหมอยุ่ พอถึงเวลาเทวพรหมก็เสด็จลงมา โลกพรหมก็แสดงแก้อรรถปัญหาปริศนา 8 ข้อ ตามได้ยินมาจากคำแม่นกแสดงแก่ลูกนกทั้ง 8 ข้อ เทวพรหมก็มีความยินดีสรรเสริญต่าง ๆ แก่โลกพรหม แลฯ)








        สิทธิการิยะ โบราณาจารย์ ท่านกล่าวสอนสืบต่อกันมาว่า สงฆ์ 14 นาที 11 สมรส 4 เผาศพ 15 อย่าพึงกระทำเลย มิดี
         1. สงฆ์ 14 หมายถึง นิมนต์พระสงฆ์มาบวชนาค ทำบุญขึ้นบ้านใหม่ มิให้กระทำในวันขึ้นหรือแรม 14 ค่ำ (มิใช่หมายถึงจำนวนพระสงฆ์) จะเดือดรอน หรือเกิดอาเพศ ต่อบ้านแล
         2. นารี 11 หมายถึง ขึ้นหรือแรม 11 ค่ำ ห้ามโกนจุกลูกสาว (ไม่ห้ามลูกชาย) มิดีแล
         3. สมรส 7 หมายถึง ไม่ควรแต่งงาน สมรสในวันขึ้นหรือแรม 7 ค่ำ ยิ่งถ้าตรงกับวันศุกร์ด้วยแล้ว  ท่านห้ามเด็ดขาดจะแพ้ภัยตัวเองอยู่กินด้วยกันไม่ยืดแล
        4. ปลงศพ 15 หมายถึง วันพระ วันธรรมสวนะ ไม่ควรกระทำฌาปนกิจศพ ถ้ายิ่งตรงกับวันศุกร์ด้วยแล้ว ท่านห้ามไวเด็ดขาด (เพราะตรงกับวันปลงพระศพ ของพระพุทธเจ้า มิดีแล)








       มงคล ๘ ประการ หรือที่เรียนกันสั้นๆ ว่า มงคล ๘ เป็นมงคลที่พุทธศาสนิกชนถือว่าเป็นมงคลภายนอก ไม่มีปรากฏในหลักธรรมของพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นที่ยอมรับประพฤติปฏิบัติกัน
อย่างแพร่หลายมงคล ๘ ประการแบ่งแยกได้เป็น ๒ กลุ่ม คือ สิ่งที่ถือว่าเป็นมงคล  และสิ่งของที่ใช้เป็นสัญลักษณ์ของมงคล โดย สิ่งที่ถือว่าเป็นมงคล ๘ ประการ
             1. ใบเงิน  หมายถึง ความมั่งคั่ง
             2. ใบทอง  หมายถึง ความมั่งคั่ง
             3. ใบนาค  หมายถึง ความมั่งคั่ง
             4. ใบพรหมจรรย์ หมายถึง ความบริสุทธิ์สะอาด
             5. หญ้าแพรก หมายถึง ความเจริญงอกงามรวดเร็ว
             6. ฝักส้มป่อย หมายถึง การล้างโรคภัย
             7. ผิวมะกรูด หมายถึง ทำให้สะอาด
             8. ใบมะตูม หมายถึง เทพพรของพระเป็นเจ้าของศาสนาพราหมณ์ทั้งสาม คือ พระศิวะ
             พระนารายณ์ และพระพรหม


เป็นไงครับ สิริและมงคล 8 (ภาคที่ 1) ติดตามกันต่อในบทความหน้า(สิริและมงคล 8-02)
ขอให้ทุกท่านมีความสุขตลอดปี 2012 นะครับ......

วันเสาร์ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2554

Happy New Year 2012