วันจันทร์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2554

พุทธปัญจภาคีวารีปาฏิหาริย์ -ห้าพี่น้องลอยน้ำ-หลวงพ่อไร่ขิง

ประวัติความเป็นมา
       พ่อวัดไร่ขิงนั้น มีตำนานเรื่องหนึ่งที่เล่าสืบกันมา พอเป็นเค้า แต่ยังไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดนักว่า ในสมัยที่สมเด็จพระพุฒาจารย์(พุก) ดำรงสมณศักดิ์ที่พระธรรมราชานุวัตร ในปี 2394 นั้น ท่านได้รับโปรดเกล้าฯให้ขึ้นไปครองวัดศาลาปูนวรวิหาร จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นเจ้าคณะใหญ่กรุงเก่า วันหนึ่งท่านได้ลงไปที่วัดไร่ขิง เมื่อท่านเข้าไปในพระอุโบสถกราบพระประธานแล้ว ท่านก็ได้สนทนากับเจ้าอาวาสวัดไร่ขิงว่า โบสถ์ใหญ่โต แต่พระประธานเล็กไปหน่อย เจ้าอาวาสวัดไร่ขิงกราบเรียนท่านว่า วัดไร่ขิงเป็นวัดจนๆ ไม่สามารถสร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่ๆได้ เมื่อทราบดังนั้นท่านจึงบอกว่าที่วัดของท่านมีอยู่องค์หนึ่งให้เจ้าอาวาสไปอัญเชิญมาได้ เมื่อสมเด็จฯกลับไปแล้วไม่นาน เจ้าอาวาสวัดไร่ขิงพร้อมทั้งกรรมการวัดได้เดินทางไปยังวัดศาลาปูน และอัญเชิญพระพุทธรูปดังกล่าวลงแพที่ใช้ไม้ไผ่มัดล่องลงมาตามลำน้ำเจ้าพระยา เข้าแม่น้ำนครชัยศรี จนกระทั่งถึงวัดไร่ขิง ชาวบ้านจึงพร้อมใจกันทำพิธีอัญเชิญพระพุทธรูปขึ้นมาประดิษฐานเป็นพระประธานในอุโบสถแทนองค์เดิมตั้งแต่นั้นมา และขนานนามพระพุทธรูปองค์ใหม่นี้ตามนามของวัดว่า'หลวงพ่อไร่ขิง' เหตุอัศจรรย์ ในวันที่ชาวบ้านทำพิธีอัญเชิญหลวงพ่อขึ้นจากแพไม้ไผ่ ตรงกับวันพระขึ้น 15 ค่ำ เดือน 5 ซึ่งเป็นวันสงกรานต์พอดี จึงมีชาวบ้านมาร่วมเป็นจำนวนมาก ขณะที่กำลังอัญเชิญหลวงพ่อขึ้นจากแพสู่ปะรำพิธีนั้น ได้เกิดเหตุการณ์เป็นที่อัศจรรย์ยิ่งนัก เพราะแสงแดดที่แผดจ้าพลันหายไป บังเกิดเป็นเมฆดำทะมึน ลมปั่นป่วน ฟ้าคะนองกึกก้อง ฝนโปรยปรายลงมา ยังความฉ่ำเย็นกันทั่วหน้า ทุกคนในที่นั้นเกิดความปีติโสมนัส ยิ่งนัก พากันอธิษฐานเป็นเสียเดียวกันว่า"หลวงพ่อจักทำให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุข ดับความร้อนคลายความทุกข์ให้หมดไป ดุจสายฝนที่เมทนีดลให้ชุ่มฉ่ำ เจริญงอกงามด้วยธัญญาหาร ฉะนั้น" และนับตั้งแต่ที่หลวงพ่อมาประดิษฐานที่วัดไร่ขิง ก็มีประชาชนพากันมาเคารพสักการะมิได้ขาด โดยเฉพาะวันหยุดและวันนักขัตฤกษ์ อุโบสถของหลวงพ่อจะคลาคล่ำไปด้วยผู้คนจากทุกสารทิศ ที่ได้ยินได้ฟังและได้ประสบในความศักดิ์สิทธิ์

vinayak-vanich.blogspot.com

พุทธลักษณะ
       หลวงพ่อวัดไร่ขิงเป็นพระพุทธรูปเนื้อทองสัมฤทธิ์ประทับนั่งปางมารวิชัยแบบประยุกต์ พระรูปมีลักษณะผึ่งผายคล้ายเชียงแสน พระหัตถ์เรียวงามตามแบบสุโขทัย แต่เฉพาะพระพักตร์ดูคล้ายรัตนโกสินทร์ ประดิษฐานเหนือฐานชุกชี มีขนาดหน้าตักกว้าง 4 ศอก 2 นิ้ว สูง 4 ศอก 16 นิ้วเศษ

ความศักดิ์สิทธิ์
       เรื่องราวเกี่ยวกับอภินิหารความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อวัดไร่ขิง มีผู้คนเล่าไว้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทางด้านแคล้วคลาด ทางด้านเจ็บไข้ได้ป่วยต่างๆ เช่น เรื่องของหญิงวัยกลางคนซึ่งถูกฟ้าผ่ากลางท้องนา แต่ไม่ตาย ทั้งๆที่หมอที่รับรักษาบอกว่าถ้าโดนอย่างนี้ไม่เคยมีรอดสักรายเดียว ทั้งนี้เพราะห้อยเหรียญรูปหลวงพ่อนั่นเอง หรือเรื่องของสุภาพสตรีท่านหนึ่งอยู่ที่อเมริกา มีอาการชาที่ริมฝีปาก รักษาเท่าไหร่ก็ไม่หาย ญาติพี่น้องทางเมืองไทย ซึ่งนับถือหลวงพ่อวัดไร่ขิง จึงได้ส่งพระรูปจำลององค์เล็กๆไปให้ บอกว่าให้อธิษฐานจิตขอให้หลวงพ่อ ช่วย สุภาพสตรีท่านนี้ก็ทำตาม คืนหนึ่งเธอฝันเห็นหลวงพ่อ คิดว่าท่านได้มาช่วยแล้ว ในที่สุดก็หายจากโรคดังกล่าว และได้ส่งเงินมาถวายร่วมสร้างโรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์(วัดไร่ขิง)เป็นจำนวนมาก และยังมีเรื่องของชายคนหนึ่งที่รอดชีวิตจากโจรปล้นรถ เพราะขณะที่กำลังอยู่ในนาทีวิกฤตนั้นเขานึกถึงหลวงพ่อวัดไร่ขิง อธิษฐานว่าหากรอดตายจะบวชถวายหลวงพ่อหนึ่งพรรษา แล้วเขาก็รอดตายจริงๆ สุดท้ายก็มาบวชถวายที่วัดไร่ขิง ตามที่ได้บนบานไว้ ส่วนเรื่องน้ำมนต์ของหลวงพ่อฯ เป็นที่น่าเชื่อถือมานานแล้วว่ารักษาโรคภัยไข้เจ็บปวดหัวตัวร้อนได้ชงัดนัก แม้แต่วัวควายเป็นไข้ก็รักษาให้หายได้ ด้วยเหตุนี้จึงมีผู้ที่มากราบหลวงพ่อ นิยมนำน้ำมนต์กลับบ้านทุกราย เดิมที่วัดจัดเป็นถุงพลาสติกใบเล็กๆให้ใส่ แต่เมื่อมีผู้คนต้องการมากขึ้น และการใส่ถุงพลาสติกก็อาจแตกกลางทางได้ ้ทางวัดจึงบรรจุน้ำมนต์ใส่ในขวดพลาสติก เพื่ออำนวยสะดวกแก่ผู้มีจิตศรัทธา ซึ่งจะหลั่งไหลมากราบไหว้หลวงพ่อเป็นจำนวนมากในแต่ละวัน

บนบานศาลกล่าว
       ทุกวันจะมีประชาชนจากทั่วสารทิศมากราบไหว้หลวงพ่อ บนบานขอพรให้ท่านช่วย โดยเฉพาะในวันเสาร์ อาทิตย์ ซึ่งผู้คนมากันอย่างล้นหลาม เสียงประทัดจะดังกึกก้องไปทั่วบริเวณพระอุโบสถ อย่างต่อเนื่องยาวนานในแต่ละวัน ซึ่งบอกให้รู้ว่า คนที่ได้รับพรจากหลวงพ่อแล้วสมปรารถนานั้น พากันมาแก้บนนั่นเอง และนอกจากประทัดแล้ว สิ่งที่ผู้คนบอกต่อๆมาว่าเป็นของโปรดของหลวงพ่ออีกอย่างหนึ่งก็คือ ว่าว และเมื่อแก้บนขอพรเสร็จแล้ว ก่อนกลับทุกรายจะไปรับน้ำมนต์ ซึ่งถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์อีกอย่างหนึ่ง แต่เรื่องที่ห้ามบนบานศาลกล่าวก็คือเรื่องขอให้ไม่ถูกเกณฑ์ทหาร เหมือนกับพระพี่น้องที่ลอยน้ำมานั่นเอง

งานนมัสการหลวงพ่อวัดไร่ขิง
       ทางวัดได้จัดให้มีงานนมัสการหลวงพ่อปีละ 3 ครั้ง คือ
- ในเทศกาลวันออกพรรษา วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ซึ่งทางวัดได้จัดงานตักบาตรเทโว และฟังเทศน์ จึงถือเป็นโอกาสให้มีการปิดทองนมัสการหลวงพ่อด้วย
- ในเทศกาลตรุษจีน เพื่อให้ชาวจีนที่เคารพบูชาหลวงพ่อ ได้มีโอกาสกราบไหว้ปิดทองถวายเป็นพุทธบูชา
- ในงานเทศกาลนมัสการปิดทองรูปหลวงพ่อ ประจำปี ซึ่งจัดขึ้นในวันขึ้น 13 ค่ำ เดือน 5 จนถึง แรม 3 ค่ำ เดือน 5
งานเทศกาลนมัสการหลวงพ่อวัดไร่ขิงทุกงาน จะเนืองแน่นไปด้วยผู้คนจากใกล้ไกลที่มีจิตศรัทธาอย่างแรงกล้าเพื่อมากราบไหว้องค์หลวงพ่ออย่างแท้จริง เพราะทุกคนเชื่อว่า หลวงพ่อไม่ได้เป็นแค่พระอิฐพระปูนธรรมดาๆเท่านั้น
(ตำนาน พุทธปัญจภาคีวารีปาฏิหาริย์ -ห้าพี่น้องลอยน้ำ)

วันอังคารที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2554

พุทธปัญจภาคีวารีปาฏิหาริย์-ห้าพี่น้องลอยน้ำ-หลวงพ่อบ้านแหลม

       พุทธปัญจภาคีวารีปาฏิหาริย์  พระพุทธรูป 5 องค์ที่ลอยน้ำมาด้วยกันจากทางเหนือนั้น มีเพียงองค์เดียวที่ป็นพระพุทธรูปยืน คือองค์ที่ลอยไปตามแม่น้ำแม่กลอง แล้วขึ้นสถิตอยู่ที่วัดบ้านแหลม อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม ก็คือ หลวงพ่อวัดบ้านแหลม หรือที่ชาวบ้านเรียกกันติดปากว่าหลวงพ่อบ้านแหลมนั่นเอง

ประวัติความเป็นมา สำหรับหลวงพ่อบ้านแหลม มีตำนานอีกเรื่องหนึ่งเล่าว่า ชาวบ้านแหลมซึ่งอยู่ปากอ่าวจังหวัดเพชรบุรี ได้พากันมาจับปลาในทะเล ขณะที่ลากอวนอยู่นั้นได้ลากพระพุทธรูปนั่งปางมารวิชัยติดอวนขึ้นมาองค์หนึ่ง ทุกคนต่างดีใจมาก จึงอาราธนาพระพุทธรูปขึ้นบนเรือ แล้วพากันล่องกลับเข้าฝั่ง แต่ระหว่างทางคนในเรือได้แลเห็นพระเกศของพระพุทธรูปอีกองค์หนึ่งลอยปริ่มๆน้ำอยู่ไม่ไกลนัก จึงร้องบอกให้ทุกคนทราบ แล้วเทียบเรือเข้าไป จึงได้พบพระพุทธรูปยืน ทุกคนต่างอัศจรรย์ใจเป็นที่สุดที่พระพุทธรูปหล่อด้วยทองเหลืองแต่ลอยอยู่ในน้ำได้ จึงพากันกราบนมัสการด้วยความเลื่อมใสในอภินิหารและอิทธิฤทธิ์ที่ได้พบเห็น แล้วอาราธนาขึ้นบนเรืออีกลำหนึ่ง



       พอเรือแล่นมาถึงแม่น้ำแม่กลองตอนหน้าวัดศรีจำปา ได้เกิดอาเพทคล้ายกับว่า พระพุทธรูปยืนท่านประสงค์ที่จะอยู่วัดนี้ จึงทำให้ฝนตกหนัก ลมพายุพัดจัด จนลืมหูลืมตาไม่ขึ้น เรือลำที่พระพุทธรูปยืนประดิษฐานอยู่นั้น ทนคลื่นลมไม่ไหว จึงเอียงวูบไป พระพุทธรูปที่อยู่บนเรือจึงเคลื่อนตกจมหายไปในแม่น้ำ ชาวบ้านแหลมพากันตกใจและเสียดายเป็นอย่างยิ่ง ต่างช่วยกันดำน้ำค้นหาอยู่หลายวัน แต่ก็ไม่พบ จึงตกลงว่าไม่ค้นหากันต่อไปอีก จึงนำพระพุทธรูปองค์นั่งองค์ที่เหลืออยู่ไปยังถิ่นของตนและนำพระพุทธรูปองค์นั้นไปประดิษฐานไว้ที่วัดเขาตะเครา จังหวัดเพชรบุรี กาลต่อมาชาวบ้านศรีจำปาต่างช่วยกันลงดำน้ำค้นหาพระพุทธรูปที่จมอยู่นั้น และอาจเป็นด้วยเพราะอภินิหารของหลวงพ่อที่จะอยู่เป็นมิ่งขวัญของชาวบ้านศรีจำปา จึงทำให้ชาวบ้านศรีจำปาดำน้ำจนพบและอาราธนาไปประดิษฐานไว้ที่วัดศรีจำปา ครั้นชาวประมงบ้านแหลมครั้นรู้ข่าวว่าชาวบ้านศรีจำปาพบพระพุทธรูปของตนที่จมน้ำ จึงยกขบวนกันมาทวงพระคืน แต่ชาวบ้านศรีจำปาไม่ยอมให้ จนเกือบจะเกิดศึกกลางวัดขึ้น แต่ด้วยอภินิหารของหลวงพ่อและการมีเหตุผลด้วยกันทั้งสองฝ่าย ก็สามารถประสานสามัคคีตกลงปรองดองกันได้ ฝ่ายชาวประมงบ้านแหลมจึงยินยอมยกพระพุทธรูปยืนปางอุ้มบาตรให้ชาวบ้านศรีจำปาไป แต่มีข้อแม้ว่าต้องเปลี่ยนชื่อวัดเสียใหม่ เป็น"วัดบ้านแหลม" เพื่อเป็นอนุสรณ์ที่ชาวบ้านแหลมได้พระพุทธรูปมาแต่แรก ตั้งแต่นั้นมาวัดศรีจำปา จึงได้นามว่า วัดบ้านแหลมมาจนทุกวันนี้ และขนานนามพระพุทธรูปยืนว่า "หลวงพ่อวัดบ้านแหลม" ต่อมาวัดบ้านแหลมได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชั้นวรวิหาร และได้รับพระราชทานนามว่า วัดเพชรสมุทวรวิหาร


พุทธลักษณะ
หลวงพ่อบ้านแหลมเป็นพระพุทธรูปยืน ปางอุ้มบาตร หล่อด้วยทองเหลืองแบบสมัยสุโขทัยตอนปลาย ภายในโปร่ง ส่วนสูงประมาณ 170 เซนติเมตร (บ้างว่าสูงประมาณ 2 เมตร 80 เซนติเมตร) แต่บาตรเดิมนั้นได้สูญหายไปในทะเลก่อนที่ชาวประมงจะได้จากทะเลปากอ่าวแม่กลอง สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยาภาณุพันธุ์วงศ์วรเดช ได้เสด็จมานมัสการและได้ถวายบาตรแก้วสีเงินแก่หลวงพ่อบ้านแหลมดังปรากฏอยู่ทุกวันนี้

ความศักดิ์สิทธิ์
ความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อบ้านแหลมนั้นเป็นที่เลื่องลือไปทั่ว ไม่ว่าเป็นทางก้าวหน้าเจริญรุ่งเรือง ทางแคล้วคลาด ทางรักษาโรค และเรื่องอื่นๆอีกมาก แม้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ก็ทรงทราบ อีกทั้งสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 5 ก็ทรงเลื่อมใส ดังปรากฏในพระราชหัตถเลขา ของรัชกาลที่ 6 ที่พระราชทานมายังพระครูมหาสิทธิการ(แดง) ความว่า "ปีกลายนี้ สมเด็จพระบรมราชินีนาถได้เสด็จไปยังเมืองสมุทรสงคราม ในกระบวนหลวง ได้รับสั่งให้คนนำเครื่องสักการะไปถวายหลวงพ่อบ้านแหลม และได้รับสั่งไว้แต่ครั้งนั้นว่า ขอผลอานิสงส์ความทรงเลื่อมใส จงบันดาลให้หายประชววร ครั้นเสด็จกลับถึงกรุงเทพฯได้ไม่นานก็หายประชวร จึงทรงระลึกถึงที่ได้ทรงตั้งสัตยาธิษฐานไว้สมพระประสงค์ โปรดพระราชทานปัจจัยเป็นมูลค่า 800 บาท มาเพื่อช่วยในการปฏิสังขรณ์วัดบ้านแหลม ข้าพเจ้าได้ส่งมาให้ท่านพระครูทางกระทรวงธรรมการแล้ว" อีกประสบการณ์หนึ่งจากผู้ที่รอดชีวิตเพราะบุญญาบารมีของหลวงพ่อคุ้มครอง คือ นายชิต เข้มขัน อดีตนายด่านศุลการกร สมุทรสงคราม ได้ประกอบอาชีพเป็นกัปตันเรือเดินทะเลระหว่างกรุงเทพฯ-สิงคโปร์ คราวหนึ่งเรือถูกพายุอัปปางลง เขาต้องลอยอยู่ในทะเลหลายชั่วโมง จวนหมดกำลังจมน้ำอยู่แล้ว ก็นึกถึงหลวงพ่อบ้านแหลมขึ้นมาได้ จึงขอให้หลวงพ่อช่วย ขณะนั้นเรือที่เดินอยู่ในทะเลได้ยินเสียงคนร้องให้ช่วยจึงหันหัวเรือตามหา แต่เดือนมืดมองไม่เห็น เรือแล่นวนเวียนอยู่สักครู่ก็จะหันหัวเรือกลับ แต่ก็ได้ยินเสียงคนร้องเรียกให้ช่วยอยู่เรื่อย จึงค้นหาอีกจนพบนายชิตลอยคออยู่จวนจะจมน้ำ เมื่อเอาตัวขึ้นมาบนเรือนั้นนายชิตสลบไม่ได้สติ ต้องแก้ไขอยู่นาน พอฟื้นจึงพากันซักถามว่าตะโกนให้ช่วยหรือเปล่า นายชิตบอกว่าไม่ได้เรียกให้ช่วย เป็นแต่คำนึงถึงหลวงพ่ออยู่ในใจ ขอให้หลวงพ่อช่วย เท่านั้นเอง

บนบานศาลกล่าว
เรื่องการบนบานขอให้หลวงพ่อบ้านแหลมช่วยเหลือนั้น ผู้เฒ่าผู้แก่เล่ากันมาว่า ท่านช่วยทุกเรื่องที่คนเข้ามาขอความเมตตา ยกเว้นเรื่องทหาร หากมาขอให้ไม่ถูกเกณฑ์ทหาร คนนั้นเป็นต้องถูกเกณฑ์อย่างแน่นอน เพราะกล่าวกันว่าท่านชอบทหารนั่นเอง และเมื่อสิ่งที่บนบานไว้ได้ดังประสงค์ มักจะนิยมแก้บนกันด้วยพวงมาลัยเป็นส่วนใหญ่ จะมีประทัดบ้างก็ประปราย

ที่พึ่งของชาวประมง
ทุกวันนี้ก่อนออกเรือหาปลา ชาวประมง สมุทรสงคราม จะกราบไหว้และขอพรหลวงพ่อบ้านแหลมให้คุ้มครองพวกตนพ้นจากภยันตราย และกลับมาโดยสวัสดิภาพ และได้ปฏิบัติเช่นนี้ต่อๆกันมาตราบจนทุกวันนี้

บทความหน้าโปรดติดตามเรื่องราวของ"หลวงพ่อวัดไร่ขิง" จังหวัดนครปฐม นะครับ

วันอังคารที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2553

พุทธปัญจภาคีวารีปาฏิหาริย์-ห้าพี่น้องลอยน้ำ-หลวงพ่อโสธร

       เมื่อตอนที่แล้วได้พูดถึง ตำนานของ พุทธปัญจภาคีวารีปาฏิหาริย์ พระพุทธรูป 5 องค์ ที่ลอยน้ำมาด้วยกันแล้ว บทความนี้ ขอกล่าวถึง ตำนานของหลวงพ่อพุทธโสธร หรือหลวงพ่อโสธร แห่งวัดโสธรวรารามวรวิหาร อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา

ประวัติความเป็นมา
       ประวัติความเป็นมาของหลวงพ่อโสธรนี้ มีผู้เล่าสืบกันมาหลายกระแส บ้างว่า ท่านมีพี่น้องที่ลอยน้ำมาพร้อมกัน 3 องค์ คือ หลวงพ่อบ้านแหลม หลวงพ่อโตบางพลี และหลวงพ่อโสธร ส่วนอีกตำนานหนึ่งบอกว่า ท่านเป็นพี่น้องกับหลวงพ่อบ้านแหลมและหลวงพ่อวัดไร่ขิง และก็ยังมีนิยายปรัมปราที่เล่าสืบมาว่า ท่านลอยน้ำมาพร้อมกับหลวงพ่อบ้านแหลม และหลวงพ่อวัดเขาตะเครา
อย่างไรก็ตาม ตำนานที่เล่าขานกันมานี้ก็มีความคล้ายคลึงกันว่า พระพุทธรูป 3 องค์พี่น้องลอยน้ำมาจากทางเมืองเหนือ จนกระทั่งมาถึงแม่น้ำเจ้าพระยาตรงบริเวณที่ปัจจุบันเรียกว่า"สามเสน" จึงได้แสดงอภินิหารลอยให้ชาวเมืองเห็น ชาวบ้านจึงได้ทำการฉุดพระพุทธรูปทั้งสามองค์ โดยใช้เวลา 3 วัน 3 คืนก็ฉุดไม่ขึ้น กล่าวกันว่าครั้งนั้นใช้ผู้คนเป็นแสนๆ ก็ไม่สำเร็จ ตำบลนั้นจึงได้ชื่อว่า "สามแสน" ต่อมาจึงเพี้ยนเป็น"สามเสน" พระทั้ง 3 องค์ก็จมน้ำลง จากนั้นก็ลอยล่องเข้าสู่คลองพระโขนงลัดเลาะไปสู่แม่น้ำบางปะกง และได้ลอยผ่านคลอง ซึ่งปัจจุบันเรียกว่า คลองชักพระ พระพุทธรูปได้แสดงอภินิหารลอยขึ้นให้ชาวบ้านเห็น ชาวบ้านจึงพากันมาชักพระขึ้นจากน้ำ แต่ไม่สำเร็จ จึงเรียกคลองนี้ว่า "คลองชักพระ" แล้วทั้งสามองค์ก็ได้ลอยทวนน้ำขึ้นไปทางหัววัดอีก สถานที่นั้นจึงเรียกว่า "วัดสามพระทวน" และเรียกเพี้ยนเป็น "วัดสัมปทวน" ทั้งสามองค์ได้ลอยตามแม่น้ำบางปะกงเลยผ่านหน้าวัดโสธรไปถึงคุ้งน้ำใต้วัดโสธร และแสดงอภินิหารให้ชาวบ้านเห็นอีก ชาวบ้านได้ช่วยกันฉุดแต่ไม่ขึ้น จึงเรียกหมู่บ้านและคลองนั้นว่า "บางพระ" มาจนทุกวันนี้ พระพุทธรูปทั้งสามได้ลอยทวนน้ำวนอยู่ที่หัวเลี้ยวตรงกับกองพันทหารช่างที่ 2 ณ สถานที่ลอยวนอยู่นั้นเรียกว่า "แหลมหัววน"



อัญเชิญหลวงพ่อโสธรขึ้นจากน้ำ
       หลังจากนั้นพระพุทธรูปองค์หนึ่ง คือ หลวงพ่อโสธรได้แสดงอภินิหารลอยมาขึ้นที่หน้าวัดโสธร ซึ่งแต่เดิมเรียกว่า วัดหงษ์ ชาวบ้านช่วยกันยกและฉุดขึ้นจากน้ำ แต่ไม่สามารถนำขึ้นได้ จนมีอาจารย์ผู้หนึ่งรู้วิธีอัญเชิญ โดยตั้งพิธีบวงสรวงใช้สายสิญจน์คล้องกับพระหัตถ์ จนสามารถอัญเชิญขึ้นมาประดิษฐานในวิหารได้สำเร็จ ในราว พ.ศ.2313
ในการนี้จึงจัดให้มีการสมโภชฉลององค์หลวงพ่อ หลังจากท่านได้ประทับที่วัดหงส์เรียบร้อยแล้ว ชาวบ้านยังไม่รู้ว่าจะขนานนามชื่อของหลวงพ่อว่าอย่างไร แต่เข้าใจว่าท่านคงต้องการชื่อเดิมของท่าน คือ "พระศรี" เพราะเป็นชื่อดั้งเดิมขณะประทับที่วัดศรีเมือง ทางภาคเหนือ ประกอบกับมีเหตุการณ์หลายอย่างที่ทำให้ชาวบ้านเข้าใจว่าหลวงพ่อมีความประสงค์จะใช้นามว่า "หลวงพ่อพุทธศรีโสธร" เพราะได้เกิดพายุพัดเอาหงษ์ที่ตั้งอยู่บนยอดเสาหักลงมา ชาวบ้านจึงเปลี่ยนหงษ์เป็นเสาธง แล้วเรียกชื่อวัดหงษ์เป็นวัดเสาธง ต่อมาไม่นานก็เกิดพายุพัดเสาธงหักทอนลงอีก ชาวบ้านจึงเรียกวัดเสาธง ว่า"วัดเสาธงทอน" ภายหลังเห็นว่าไม่ไพเราะ จึงได้พร้อมใจกันเปลี่ยนชื่อวัดเป็น "วัดโสธร" และเรียกนามหลวงพ่อว่า "หลวงพ่อโสธร" ต่อมาวัดโสธรได้รับการเสนอแต่งตั้งให้เป็นวัดหลวง ได้ชื่อว่า "วัดโสธรวรารามวรวิหาร" และขนานนามหลวงพ่ออย่างเป็นทางการว่า "หลวงพ่อพุทธโสธร"

ปกปิดองค์จริง
       องค์เดิมเป็นพระพุทธรูปหล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ ปางสมาธิ หน้าตักกว้างเพียงศอกเศษ มีพุทธลักษณะที่งดงามมาก สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยลานช้าง เพราะดูจากพุทธลักษณะซึ่งเป็นที่นิยมสร้างกันมากในสมัยนั้น แต่เนื่องจากพระสงฆ์ในวัดขณะนั้นพิจารณาเห็นว่าอาจจะไม่ปลอดภัยในภายภาคหน้า จึงได้พอกปูนเสริมให้ใหญ่เพื่อหุ้มองค์จริงไว้ภายใน จนมีหน้าตักกว้างประมาณสามศอกครึ่ง อย่างที่เห็นในปัจจุบัน แล้วจึงลงรักปิดทอง ให้สวยงาม และเป็นพระพุทธรูปสำคัญของจังหวัดฉะเชิงเทรา

ความศักดิ์สิทธิ์
       ความศักดิ์สิทธิ์และอิทธิปาฏิหาริย์ของหลวงพ่อโสธร เป็นที่ประจักษ์แก่ผู้คนมากมาย ที่มีจิตศรัทธา และเชื่อมั่นในบุญกุศลที่หลั่งไหลมากราบไหว้สักการบูชา และขอพรบารมีจากหลวงพ่อ จนเป็นที่กล่าวขานบอกเล่าต่อๆกันมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทางค้าขาย ทางคงกระพัน ทางแคล้วคลาด ทางรักษาโรค โดยใช้ขี้ธูป ดอกไม้บูชาที่แห้งเหี่ยวแล้ว และอธิษฐานหยดเทียน ขอน้ำมนต์จากหลวงพ่อ มาทำยา ดังมีเรื่องเล่าว่า สมัยหนึ่งชาวบ้านโสธรเกิดทุพภิกขภัยข้าวยากหมากแพง ฝนก็แล้ง จนเกิดโรคระบาด ทั้งคนและสัตว์ล้มตายไปมาก มีครอบครัวหนึ่งป่วยเป็นไข้ทรพิษ เมื่อหมดทางรักษาก็ไปนมัสการอธิษฐานขอความคุ้มครองจากหลวงพ่อและนำเอาขี้ธูปและดอกไม้แห้งที่บูชาหลวงพ่อ และหยดน้ำตาเทียนที่ขอน้ำมนต์ แล้วเอามาต้มกิน ปรากฏว่าโรคหาย กิตติศัพท์หลวงพ่อจึงได้โด่งดังไปทั่ว ถึงกับมีการสมโภชและแก้บนกันตราบทุกวันนี้ แม้กระทั่งชาวต่างประเทศ ได้แก่ ฮ่องกง ไต้หวัน มาเลเซีย สิงคโปร์ ฯลฯ ก็มากราบไหว้บูชาบนบานไม่ขาดสาย และบางรายมาแก้บนเช่นเดียวกับคนไทย การแก้บนหลวงพ่อโสธรที่นิยมกันคือ ละครชาตรี ไข่ต้ม ผลไม้ และพวงมาลัย  

เรื่องที่ห้ามบนบาน
       มีเรื่องเล่าจากผู้เฒ่าผู้แก่สืบมาว่า เรื่องที่ห้ามบนบานกับหลวงพ่อโสธรคือ เรื่องขอไม่ให้เป็นทหาร กับเรื่องขอบุตร ทั้งนี้เพราะหลวงพ่อท่านชอบให้คนเป็นทหารเพื่อจะได้ปกปักรักษาบ้านเมือง และคนที่เป็นทหารก็เป็นเสมือนลูกหลานของท่าน ดังนั้นใครที่มาขอไม่ให้โดนเกณฑ์ทหาร เป็นต้องถูกเกณฑ์ทุกราย! และคนที่มาขอบุตร ก็มักจะได้บุตรที่มีอาการไม่ครบ 32 เนื่องจากว่าท่านได้ส่งลูกหลานซึ่งเป็นทหารที่บาดเจ็บล้มตายมาให้นั่นเอง! เรื่องนี้เท็จจริงประการใดคงต้องพิจารณากันเอาเอง

บทความหน้าโปรดติดตามเรื่องราวของ"หลวงพ่อบ้านแหลม" จังหวัดสมุทรสงคราม

วันอังคารที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2553

พุทธปัญจภาคีวารีปาฏิหาริย์-ห้าพี่น้องลอยน้ำ-01

       กาลครั้งหนึ่งตำนานกล่าวว่า มีพี่น้องชาวเมืองเหนือ 5 คน บวชเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนาได้สำเร็จเป็นพระอริยบุคคลชั้นโสดาบัน มีฤทธิ์อำนาจทางจิตมาก ได้พร้อมใจกันตั้งสัจจะอธิษฐานว่า "เกิดมาชาตินี้จะขอบำเพ็ญบารมีช่วยสัตว์โลกให้พ้นทุกข์ แม้ตายไปแล้ว ก็จะสร้างบารมีช่วยสัตว์โลกให้พ้นทุกข์ต่อไป จนกว่าจะถึงซึ่งนิพพาน" ครั้นพระอริยบุคคลทั้งห้าองค์นี้ดับขันธ์ไปแล้ว ก็เข้าสถิตอยู่ในพระพุทธรูปทั้งห้าองค์ มีความปรารถนาจะช่วยปลดเปลื้องทุกข์ให้คนทางเมืองใต้ จึงพากันแสดงฤทธิ์ให้พระพุทธรูปทั้งห้าองค์ลอยน้ำมาทางใต้ตามแม่น้ำทั้ง 5 สาย ชาวบ้านชาวเมืองตามริมฝั่งแม่น้ำเห็นพระพุทธรูปทั้งห้าองค์ลอยน้ำมาก็พากันเลื่อมใส จึงพากันอาราธนาให้ขึ้นสถิตอยู่ตามวัดต่างๆ โดย


        - พระพุทธรูปองค์แรกลอยมาตามแม่น้ำบางปะกง แล้วขึ้นประดิษฐานอยู่ที่วัดโสธร
           จังหวัดฉะเชิงเทรา เรียกว่า "หลวงพ่อโสธร"
         - พระพุทธรูปองค์ที่สองลอยมาตามแม่น้ำนครชัยศรี ขึ้นประดิษฐานอยู่ที่วัดไร่ขิง
           จ.นครปฐม เรียกว่า "หลวงพ่อวัดไร่ขิง"
         - พระพุทธรูปองค์ที่สาม ลอยมาตามแม่น้ำเจ้าพระยา ขึ้นประดิษฐานอยู่ที่วัดบางพลี
           จังหวัดสมุทรปราการ เรียกว่า "หลวงพ่อบางพลี"
         - พระพุทธรูปองค์ที่สี่ ลอยมาตามแม่น้ำแม่กลอง ขึ้นประดิษฐานอยู่ที่วัดบ้านแหลม
           จังหวัดสมุทรสงคราม เรียกว่า "หลวงพ่อบ้านแหลม"
         - และพระพุทธรูปองค์ที่ห้า ลอยมาตามแม่น้ำเพชรบุรี ขึ้นประดิษฐานอยู่ที่วัดเขาตะเครา
           จังหวัดเพชรบุรี เรียกว่า "หลวงพ่อวัดเขาตะเครา"

พระพุทธรูปทั้ง 5 องค์นี้ ถือเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ประจำจังหวัด ที่มีผู้คนทั้งชาวไทยและต่างประเทศหลั่งไหลมาเคารพสักการะมิได้ขาด เรื่องราวความเป็นมาและปาฏิหาริย์ของพระพุทธรูปแต่ละองค์จะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน"เล่าขานตำนานไทย"บทความต่อไป

ข้อมูล
เล่าขานตำนานไทย : พุทธปัญจภาคีวารีปาฏิหาริย์

วันอาทิตย์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2553

LONG LIVE THE KING and The Sufficiency Economy Theory

Long live the king-01

วันเฉลิมพระชนม์พรรษา 5 ธันวาคม

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน

__________________________________________
       และเนื่องในวันเฉลิมพระชนม์พรรษา 5 ธันวาคมทาง blog  vinayak-vanich ขอมีส่วนร่วมในการบอกต่อข่าวสารในเรื่อง เศรษฐกิจพอเพียง ที่เป็น ทฤษฏีการดำรงชีวิต ที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 พระราชทานแก่ปวงชนชาวไทยทุกคน เพื่อผู้ที่สนใจและต้องการนำทฤษฏี นี้ไปใช้ ได้ตามไปถึงแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวกับทฤษฏีนี้ได้ เริ่มที่แรกกันเลยนะครับ
http://longlivetheking.kpmax.com/
E-learning/CAI เศรษฐกิจพอเพียง online
To know about His Majesty King Bhumibol’s ideas about the Sufficiency Economy Theory.and applied in organization and Stimulation Program.
เว็บนี้เป็นที่ให้ข้อมูล ทฤษฏีเศรษฐกิจพอเพียง online มีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษครับ
http://www.kasetporpeang.com/
เกษตรพอเพียง-โลกสีเขียวแห่งการแบ่งปัน
ทุกคนล้วน เป็นลูกหลานชาวไร่, ชาวนา, ชาวสวน  และผู้มีใจรัก งานด้านเกษตร  ถึงวันนี้พวกเราจะเป็นกลุ่มเล็กๆ ที่กำลังรวมตัวกัน  แต่หวังว่า  สักวันหนึ่งชุมชนแห่งนี้จะเติบโต และยิ่งใหญ่ไม่แพ้เว็บไซด์ใดๆ
http://www.bansuanporpeang.com/
บ้านสวนพอเพียง หมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงบนอินเทอร์เน็ต : แบ่งปัน สร้างสรรค์ พอเพียง
ถ้าพูดถึงเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงแล้ว ไม่พูดถึง อาจารย์วิวัฒน์ ศัลยกำธร หรือที่ใครๆเรียกกันว่า
อาจารย์ยักษ์ ก็เท่ากับว่ายังไม่รู้จักเศรษฐกิจพอเพียงดีพอ อาจารย์ยักษ์ รับราชการติดตามในหลวงอยู่ดีๆ ทำไมถึงลาออกมาเป็นชาวนา ติดตามได้จากคำพูดของอาจารย์ยักษ์
       ครับก็นำข้อมูลมา 3 ที่ ที่ผมชอบเป็นการส่วนตัว แต่จริงๆแล้วมีอีกหลายที่มากนะครับและไม่ได้จำกัดแค่เรื่องการเกษตร ทฤษฏีเศรษฐกิจพอเพียง นี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในทุกๆภาคส่วน ร่วมทั้งในเรื่อง ธุรกิจ ผมเคยพบข้อมูลหนึ่ง ที่เป็นเรื่องของ ธุรกิจรีสอร์ท ที่ประสบปัญหาถึงขั้นกำลังจะต้องตัดสินใจขายกิจการเพื่อใช้หนี้ แต่เขามาพบทฤษฏีเศรษฐกิจพอเพียง เสียก่อนแล้วนำมาประยุกต์ใช้ในกิจการของเขา ซึ่งก็สามารถผ่านพ้นวิกฤตการณ์นี้ได้ด้วย “ทฤษฏีเศรษฐกิจพอเพียง” นั่นเอง
       ขอให้ทุกท่านโชคดีนะครับ……..พวกเราชาวไทย-รักในหลวง “We love the King"

วันจันทร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

Princess Vilas’s story พระองค์เจ้าหญิงวิลาส


       สวัสดีครับ นี่ก็ใกล้เข้าวันสำคัญที่ปวงชนชาวไทยรอคอยแล้วนะครับก็คือวัน วันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลดุลยเดช วันที่ 5 ธันวาคมนี้ แต่ท่านผู้อ่านทราบไหมครับว่า เมื่อ 199 ปีที่แล้ว วันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2354 ก็เป็นวันประสูติของ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ ซึ่งมีพระนามเดิมว่า พระองค์เจ้าวิลาส ทรงเป็นพระราชธิดาในรัชกาลที่ 3กับ เจ้าจอมมารดาบาง มีพระอนุชาคือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าลักขณานุคุณ ทรงเป็นพระปิตุจฉาของ สมเด็จพระนางเจ้า โสมนัสวัฒนาวดี สิ้นและพระองค์ทรงสิ้นพระชนม์ เมื่อปี พ.ศ. 2388 พระราชธิดาองค์นี้ค่อนข้างมีบทบาทอย่างมากในยุคนั้นกล่าวได้คือ

vinayak-vanich.blogspot.com



       - กรมหมื่นอัปสรสุดาเทพเป็นพระราชธิดาองค์โปรดในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงยกให้เป็น "นางแก้ว" ซึ่งเป็น 1 ใน 7 รัตนะของพระองค์อีกด้วย” - (http://th.wikipedia.org/)
ram3       - พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวผู้ทรงเสียสละและอดทนอย่างยิ่งต่อการที่จะทำนุบำรุงบ้านเมือง พระศาสนา และอาณาประชาราษฎร์ให้อยู่กันอย่างร่มเย็นเป็นสุข ตลอดรัชกาลของพระองค์ ได้ทรงมีพระราชกระแสรับสั่งถึงกุญแจแห่งความสำเร็จว่า ประกอบด้วยแก้ว 5 ประการ สำหรับเพื่อแผ่นดิน อันได้แก่
       1. บ่อแก้ว หมายถึง พระยาราชมนตรี (ถู่) ซึ่งเป็นราชบัญฑิตที่น่าเลื่อมใส
       2. ช้างแก้ว หมายถึง พระยาช้างเผือกนามว่า พระเทพกุญชร พระยาเศวตกุญชร และพระยามงคลเดชพงศ์
       3. นางแก้ว หมายถึง พระเจ้าลูกเธอพระองค์เจ้าหญิงวิลาศ กรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ      
       4. ขุนพลแก้ว หมายถึง เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) แม่ทัพผู้คอยปกป้องพระราชอาณาเขตให้พ้นจากการรุกรานของศัตรู      
       5. ขุนคลังแก้ว หมายถึง พระศรีสหเทพ (ทองเพ็ง ศรีเพ็ญ)    


       อย่างแรกที่พวกเราคนในยุคปัจจุบันทราบคือ ท่านอยู่ในบทบาท ของ”นางแก้ว” หนึ่งในกุญแจแห่งความสำเร็จในพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 3 ที่ในยุคนั้นนับว่า บทบาทของสตรีช่างน้อยเหลือเกิน แล้วท่านผู้อ่านทราบอีกมั๊ยครับว่า วันลอยกระทงที่ท่านผู้อ่านเพิ่งไปลอยกันมา กรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ ท่านก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับ พวกเราคนในยุคปัจจุบันอีกตามประวัติดังนี้
       “ประเพณีลอยกระทง ทำด้วยใบตองในระยะแรก จำกัดอยู่ในราชสำนักกรุงเทพฯ เท่านั้น มีรายพรรณาเป็นรายละเอียดอยู่ในหนังสือพระราชพงศาวดาร รัชกาลที่ 3 ว่ากรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ ราชธิดาองค์โปรดได้แต่งกระทงเล่นทุกปี เมื่อนานเข้าก็เริ่มแพร่หลายสู่ราษฎรในกรุงเทพฯ แล้วขยายไปยังหัวเมืองใกล้เคียงในบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา” (ข้อมูล : สถาบันอยุธยาศึกษา - ลอยกระทง ขอขมาธรรมชาติ)

       นอกจากเรื่องกระทงใบตองที่ในยุคปัจจุบันยังมีประดิษฐ์กันอยู่แล้ว ในยุคของท่านนั้นมีกวีเอกอยู่หลายท่าน แต่จะขอกล่าวถึง 2 ท่านที่เกี่ยวข้องกับ พระเจ้าลูกเธอกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพท่านแรกก็คือ “คุณสุวรรณ”
       คุณสุวรรณนี้ เมื่อเจริญวัย บิดามารดา จึงได้ถวายตัวให้รับราชการฝ่ายใน สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ว่าคุณสุวรรณ "มีอุปนิสัยใจรักการแต่งกลอนมาแต่ยังเด็ก ได้ถวายตัวทำราชการฝ่ายในตามเหล่าสกุล เมื่อรัชกาลที่ 3 อยู่ที่ตำหนักพระเจ้าลูกเธอกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ"[1]
       คุณสุวรรณได้แต่งเพลงยาวทำนองเป็นจดหมายเหตุบันทึกเหตุการณ์ขึ้น 2 เรื่องคือ เพลงยาวเรื่องหม่อมเป็ดสวรรค์ และเพลงยาวเรื่องพระอาการประชวรของกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ เพลงยาว 2 เรื่องนี้มีการบันทึกเรื่องราวของหญิงชาววังไว้เป็นอย่างดี รวมถึง "การเล่นเพื่อน" ของหญิงชาววังด้วย

       คุณสุวรรณนั้น พวกชาววังสมัยรัชกาลที่ ๔-๕ มักพูดกันว่า เธอเสียสติ หรือเจ้านายบางพระองค์วิจารณ์ว่า เธอฟุ้งไปด้วยเรื่องหมกมุ่น แต่งหนังสือ 'บ้าๆบอๆ' เช่นแต่งกลอน ไม่เป็นเรื่องเป็นราว เรื่องพระมะเหลเถไถ และอยู่ดีๆก็เอาตัวละครในเรื่องต่างๆมารวมอยู่ในเรื่องเดียวกัน (คือเรื่องอุณรุทร้อยเรื่อง) แต่ที่จริงแล้วคุณสุวรรณคงไม่ได้บ้าหรือเสียสติอย่างที่พูดๆกัน ที่เธอแต่งเรื่องพระมะเหลเถไถ หรืออุณรุทร้อยเรื่อง ก็คงเป็นด้วยความตั้งใจจะทำอะไรๆให้แปลกให้แหวกแนวออกไป หรืออาจแต่งประชดประชันระบายอารมณ์ที่เก็บเอาไว้ คุณสุวรรณคงไม่ได้บ้า หากแต่ 'ทำเป็นบ้า' เพราะคุณสุวรรณนั้น เล่ากันมาว่า เธอจงรักภักดีใน พระเจ้าลูกเธอ กรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ ในรัชกาลที่ ๓ นักหนา เมื่อสิ้นพระชนม์คุณสุวรรณจึงเศร้าโศกเสียใจมาก (กรมศิลปากร.รวมวรรณคดีห้าเรื่อง(บทละครเรื่องพระมะเหลเถไถ บทละครเรื่องอณรุทร้อยเรื่อง กลอนเพลงยาวเรื่อง หม่อมเป็ดสวรรค์ กลอนเพลงยาวเรื่องพระอาการประชวรของกรมหมื่นอับสรสุดาเทพ และบทละครเรื่อง ระเด่นลันได).ศิลปบรรณาคาร.2511)

       เป็นไงบ้างครับผ่านไป 1 กวีในยุคนั้นซึ่งหนังสือที่คุณสุวรรณแต่งคงผ่านสายตาผู้อ่านในยุคนี้หลายๆคนและกลายเป็นละครจักรๆวงศ์ๆ ช่วงเช้าๆวันเสาร์-อาทิตย์ในปัจจุบันอีก ส่วนกวีอีก 1 ท่าน ชื่อของท่านในยุคปัจจุบันนี้ ก็กลายเป็น landmark ประจำ อ.แกลง จ.ระยองไปเรียบร้อยแล้วครับ และชื่อของท่านก็กลายเป็นวันสำคัญวันหนึ่งในปัจจุบันคือ"วันสุนทรภู่"

sunthornphu_01 (ในการนี้ รัฐบาลไทยโดยคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ กระทรวงศึกษาธิการ จะเป็นผู้สืบค้นบรรพบุรุษไทยผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรม เพื่อให้ยูเนสโกประกาศยกย่องเชิดชูเกียรติและได้ประกาศยกย่อง "สุนทรภู่" ให้เป็นบุคคลผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรมระดับโลก โดยในวาระครบรอบ 200 ปีเกิด เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2529 ต่อมา นายเสวตร เปี่ยมพงศ์สานต์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ได้ดำเนินการจัดตั้งสถาบันสุนทรภู่ขึ้น เพื่อสนับสนุนการจัดกิจกรรมเกี่ยวกับชีวิตและงานของสุนทรภู่ ให้แพร่หลายในหมู่เยาวชนและประชาชนชาวไทยมากยิ่งขึ้น ดังนั้น ทางรัฐบาลจึงได้กำหนดให้ วันที่ 26 มิถุนายน ของทุกปีเป็น "วันสุนทรภู่" ซึ่งนับแต่นั้น เมื่อถึงวันสุนทรภู่ จะมีการจัดงานรำลึกถึงสุนทรภู่ตามสถานที่ต่างๆ เช่น ที่พิพิธภัณฑ์สุนทรภู่"วัดเทพธิดาราม" และ ที่จังหวัดระยอง และมีการจัดกิจกรรมเชิดชูเกียรติคุณและส่งเสริมศิลปะการประพันธ์บทกวีจากองค์กรต่างๆ โดยทั่วไป )

       ใช่แล้วครับเป็นใครไปไม่ได้นอกจากท่าน “สุนทรภู่” ลองค้นข้อมูลที่เกี่ยวพันระหว่างกวีท่านนี้และกรมหมื่นอับสรสุดาเทพก็ได้ข้อมูลที่น่าสนใจ เพราะแม้แต่ในพระราชพงศาวดารรัชกาลที่ 3 เจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค) ก็ได้เขียนถึงท่านว่า "กรมหมื่นอับสรสุดาเทพ เป็นถึงพระราชบุตรีที่โปรดปรานมาก คนก็เข้าพึ่งพระบารมีแทบทั้งแผ่นดิน" แน่นอนว่าท่านคงไม่ธรรมดาแน่ เพราะแม้แต่สุนทรภู่ที่บวชหนีราชภัย ก็ยังเข้ามาขอพึ่งพระบารมีเจ้านายองค์นี้ โดยย้ายจากวัดเลียบราชบูรณะมาอยู่วัดเทพธิดารามถึง 3 ปี (พ.ศ.2383-2385) และได้แต่ง รำพันพิลาป ขึ้นที่นี่ก่อนลาสึก

1191873799       นี่ไงครับ สตรีผู้ที่มีส่วนและอยู่เบื้องหลัง ชื่อเสียงระดับโลกของกวีเอกไทย และมีอีกเรื่องที่น่าสนใจสำหรับคนในยุคปัจจุบัน ก็คือเรื่อง "ภิกษุณี" ที่ทุกวันนี้มีข่าวในประเทศว่าจะให้มีหรือไม่สำหรับภิกษุณี นี้ หรือถ้าพวกเราอยากเห็น ภิกษุณี ตัวเป็นๆ ก็ต้องเดินทางไปดูที่ ศรีลังกา หรือไต้หวัน แต่ถ้าพวกเราอยากเห็นจริงๆในรูปแบบประติมากรรม ก็ให้ไปดูที่”วัดเทพธิดาราม” ซึ่งเป็นวัดประจำพระองค์ของเจ้านายพระองค์นี้ ภายในวัดจะมี ประติมากรรมกลุ่มผู้หญิงอยู่ในพระวิหาร เป็นรูปหล่อตะกั่วปิดทองที่เรียกกันว่ากลุ่ม "ภิกษุณี" จำนวน 52 รูป ตั้งอยู่หน้าพระประธานที่ประดิษฐานอยู่เหนือบัลลังก์บุษบก ที่เชื่อว่าเป็น "ภิกษุณี" เพราะโกนศีรษะและแต่งตัวแบบนักบวช พวกเธออยู่ในท่านั่ง มีอยู่ด้วยกัน 4 แถว (อีกอย่างที่เราเกิดสงสัยขึ้นมาก็คือบางทีพวกเธอทั้งหมดอาจเป็นตัวแทนของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นอัปสรสุดาเทพและนางข้าหลวงผู้ติดตามก็ได้เพราะรูปปั้นเหล่านั้นถึงแม้จะโกนผม แต่ทั้งหมดล้วนกันไรซึ่งแสดงว่าเธอทั้งหลายเป็นสตรีชาววัง-วารุณี โอสถารมย์ (ห ม า ย เ ห ตุ สั ง ค ม – เที่ยววัดเทพธิดาแล้วคิดถึงกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ))


  และถ้าท่านผู้อ่านอยากรู้เรื่อง ภิกษุณี เพิ่มเติม ลองตามลิ๊งนี้ดูนะครับ  http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=1017        ท้ายที่สุดนี้ผมขออนุญาตนำ ข้อความดีๆของ คุณวารุณี โอสถารมย์ มาปิดท้ายบทความนี้เพราะเธอพรรณาได้จับใจผมจริงๆครับ

       “ถ้าเช่นนั้น วัดเทพธิดารามวรวิหารที่เราเข้าไปเที่ยวชมนั้น คงไม่ได้เป็นเพียงแค่วัดที่มีอดีตให้จดจำว่าสร้างให้กับเจ้านายสตรีสูงศักดิ์พระองค์หนึ่ง เพื่อให้ทำหน้าที่สืบทอดพุทธศาสนาเท่านั้น หากยังเป็นอนุสรณ์แสดงถึงเป็นตัวตนของเจ้านายพระองค์นี้ด้วย…...อนุสรณ์ที่รอวันเวลาให้ผู้คนในยุคปัจจุบันค้นพบและทำความรู้จัก…...ให้ระลึกขึ้นได้ว่าครั้งหนึ่ง ผู้หญิงคนหนึ่งเคยมีบทบาทในสังคมไทย”.......จนถึงปัจจุบัน

วันพุธที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

The way to Lord Ganesha-02

       สวัสดี ครับ เป็นไงกันบ้างครับ ต่อจากบทความ The way to Lord Ganesha-01 ท่านถามใจตัวท่านเองว่าท่านชอบพระพิฆเนศแบบไหนได้หรือยังครับ (เลือกมา 1 ปางแล้วศึกษารายละเอียดต่างๆ ให้ลึกซึ้งในปางนั้น ให้ใจของท่าน(ผู้อ่าน)นำพาไปหาปัญญา-ความรู้-คติธรรมหรือแม้แต่แก่นในการใช้ชีวิตที่ซ่อน อยู่ในตัวท่านพระพิฆเนศ ) ในบทความนี้เป็นข้อมูลของพระพิฆเนศ บน Social Network ที่กำลังเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของพวกเราในขณะนี้ เช่น นั่ง Taxi ก็ tweet, กินข้าวอยู่ ก็ต้องแบ่งปันภาพการเอาอาหารใส่ปากให้เพื่อนๆดู (share) และเพื่อนเราก็ชอบนะครับ (I Like)เดี๋ยวนี้เป็นอย่างนี้จริงๆครับ ก็มีส่วนหนึ่งที่แบ่งปันข่าวสารข้อมูลเกี่ยวกับ พระพิฆเนศ ผมขอเพิ่มเติมบางส่วนนะครับ
Ganesh-hi5

       เริ่มจาก Social Network ที่ชื่อ  HI 5 ขวัญใจ วัยทีน-วัยรุ่น-วัยศึกษา โดยใน HI 5 ให้ไปค้นหา กลุ่มในหมวดศาสนาและความเชื่อโดยจะเลือกค้นหาในภาษาใดก็ได้ แล้วข้อมูลของท่านก็จะปรากฏขึ้นมาให้ผู้อ่านเห็น แล้วลงเลือกกลุ่มที่ตัวเองชอบนะครับ แล้วคลิกเข้าไปเป็นสมาชิกกลุ่มนั้น เพื่อที่จะรับ ข้อมูล-ข่าวสาร-กิจกรรม ที่สมาชิกกลุ่มนำมาแบ่งปันกันในกลุ่ม และถ้าผู้อ่านมีข้อสงสัยใดเกี่ยวกับพระพิฆเนศก็สามารถเข้าไปตั้งคำถาม ภายในกลุ่มนั้นได้อีก เป็นยังไงครับ Social Network ที่น้องๆ หลานๆ เข้าไปผ่อนคลาย   หามิตรภาพ   หาเพื่อน  เล่นเกมส์ออนไลด์ แถมยังได้มีความรู้เกี่ยวกับศาสนา ด้วยครับ


Ganesh-FB       ต่อมาก็เป็น Social Network สุดฮิตที่มีผู้ใช้ถ้าคิดเป็นประเทศ ต้องถือเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก ใช่แล้วครับ Face Book นั่นเองครับ วิธีการค้นหาท่านพระพิฆเนศก็เหมือนกัน ใน HI 5 แหละครับ คือเข้าไปหากลุ่ม หรือพิมพ์ คำว่า “พระพิฆเนศ, Ganesh, Vinayak” หรือพระนามของท่านต่างๆลงในช่องค้นหาใน Face Book แล้วข้อมูลของพระพิฆเนศก็จะปรากฏให้ท่านเห็นดังรูป แต่ข้อมูลใน Face Bookจะมีพิเศษหน่อยตรงที่ว่าหลายๆกลุ่มเป็นการรวมตัวของสมาชิกภายในประเทศต่างทั่วโลก ซึ่งหมายความว่า น้องๆ หลานๆ ภาษาอังกฤษตั้งมีติดตัวหน่อยนะครับ แต่เพื่อความปลอดภัยให้ติดตั้ง application ของ Facebook ที่ชื่อว่าTranslation ภายใน Facebook ของท่านผู้อ่านด้วย เพราะบางกลุ่ม เป็นกลุ่มคนชอบพระพิฆเนศ ภาษาอังกฤษ, ภาษาฝรั่งเศส หรือรวมทั้งภาษา Hindi ด้วย จะได้แปลได้ทุกภาษาทั่วโลกไงครับ


diamond ganesh-00       นอกจากนี้ถ้าท่านผู้อ่านยังต้องการข้อมูลของพระพิฆเนศเพิ่มเติมอีก ลองไปดูที่ Google Guru หรืออีกที่ก็มี Yahoo รอบรู้ ลองไปตั้งคำถามที่ ท่านอยากรู้เกี่ยวกับพระพิฆเนศไว้ที่นั่นนะครับแล้วจะมีคนที่มีความรู้และข้อมูลในสิ่งที่ท่านอยากรู้ มาตอบคำถามให้ นั่นก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งนะครับ ท้ายนี้ผมมีของมาฝากเช่นเคย เป็นภาพพระพิฆเนศประดับเพชรจะ เป็นเพชรจริงหรือเพชรปลอมติดตามอ่านกันต่อที่  mylordganesha.wordpress.com 

       อย่าลืมนะครับให้ ท่านถามใจตัวท่านเองว่าท่านชอบพระพิฆเนศแบบไหน แล้วพาตัวท่านเองไปหาคติธรรมที่อยู่ในตัวองค์ท่าน แล้วท่านผู้อ่านจะเข้าใจว่า ทำไม พระพิฆเนศ จึงเป็นเทพแห่งความสำเร็จ …..
ขอให้สำเร็จกันทุกคนนะครับ……..โชคดีครับ

วันพุธที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

Himmapan’s Fruit-มัคคะลีผล

       วันนี้บังเอิญผมได้ไปเห็นภาพๆหนึ่งที่เขาว่าเป็นเทคโนโลยี่ ทางการเกษตรของจีน ที่สามารถผลิตผลสาลี่ให้มีรูปร่างคล้ายมนุษย์ได้ แต่ทำไมข้อมูลมีน้อยเหลือเกินแค่ 4-5บรรทัด ก็ลองค้นหาข้อมูลต่อไปอีก
HM-Fruit-02  HM-Fruit-01
ก็ไปพบอีกภาพเป็นรูปต้นไม้ที่มีผลเป็นผู้หญิงขนาดย่อม และไม่มีข้อมูลอะไรเลย แถมยังบอกว่าเป็นของจริงอีก เอาเป็นว่าผมไม่สามารถสรุปได้ว่า รูปทั้ง 2 รูปนั้นมีที่ไปที่มายังไง แต่ก็ทำให้ผมนึกถึงรูปๆหนึ่ง ที่ผมถ่ายรูปนั้นไว้หลายปีแล้วได้ เป็นภาพ มัคคะลีผล ที่ลงรักษ์ปิดทองไว้ บนบานหน้าต่างบานหนึ่ง ที่ศาลารอบองค์พระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม
HM-Fruit-03
    จำได้ว่าที่ผมถ่ายรูปนั้นไว้เพราะความน่ารักของท่านฤาษี ที่ช่างหรือจิตรกร ได้วาดและกำหนดไว้ให้ท่านฤาษีถือดาบไว้ในมือ เพื่อที่จะให้ผู้ที่ชมภาพนี้เข้าใจเจตนาของฤาษีตนนี้ว่า กำลังจะไปสอยมัคคะลีผลมาเป็นสมบัติของตนแน่นอน โดยที่ความจริงแล้วฤาษีตนนั้นยังไม่รู้ตัวว่าโดน แผนนารีพิฆาตของท้าวสักกะ(พระอินทร์)อยู่คือ
       เมื่อประมาณสามหมื่นปีก่อน พระเวสสันดร พร้อมด้วยพระนางมัทรี และบุตร 2 คนคือ ชาลีกุมาร และ กัณหาชิณากุมารี ถูกเนรเทศจากนคร ได้เดินทางสู่ป่าหิมพานต์ ปฏิบัติธรรมอยู่ที่นั้น ท้าวสักกะเทวราช ได้เล็งเห็นอันตรายในป่านั้นจึงได้เนรมิตบรรณศาลาสำหรับพระเวสสันดร พระนางมัทรี และกุมารทั้ง 2 ขณะบำเพ็ญอยู่นางมัทรีต้องออกหาผลไม้ในป่านั้น ซึ่งมีดาบส ฤๅษี นักสิทธิ์ วิทยาธร คนธรรพ์ ทั้งหลายอาศัยอยู่ซึ่งยังมีกิเลส เกรงว่าจะมาล่วงศีลพระนางมัทรี ท้าวสักกะเทวราช จึงได้เนรมิตต้นมัคคะลีผล เป็นมัคคะบัญชา หรือเป็นต้นไม้แห่งคำสาปของพระอินทร์ จำนวน 16 ต้น ไว้รอบทิศ ณ ที่ไกล ก่อนถึงบรรณศาลา
      ว่ากันว่า จริงๆ แล้ว ผลหนึ่งผล ก็คือรุกขเทพธิดาหนึ่งนาง หรือ เมื่อต้นนารีผลออกดอก เสมือนเกิดวิมานแห่งรุกขเทพธิดาขึ้นที่นั่น เมื่อติดลูก ก็คือเทพธิดาจุติลงมาเกิดที่นั่น ความสวยงามสมบูรณ์แห่งผลนารีผล แต่ละผล จึงสวยงามต่างกัน ขึ้นอยู่กับบุญของเทพธิดาแต่ละนางด้วย  เทพธิดาแต่ละนางที่มาเกิดนั้น หาได้ถูกบังคับมาไม่ แต่เป็นผลกรรมที่ต้องมาเกิด
เมื่อเหล่านักสิทธิ์ วิทยาธร เดินทางมาพบเข้า หากจิตใจไม่เข้มแข็งพอ ตบะแตก ก็จักได้เสพบำเรอกับนารีผล  เมื่อตบะแตก ฤทธิ์เสื่อม เหาะไปต่อไม่ได้  เมื่อไปต่อไม่ได้ ก็ไม่มีทางจะได้พบกับพระนางมัทรี  การจะเดินทางต่อ หรือออกไป จำต้องบำเพ็ญเพียรใหม่ ยกระดับจิตขึ้นแล้ว จึงกลับออกมาได้
เห็นมั๊ยครับแผนนารีพิฆาตของท้าวสักกะยอดเยี่ยมมั๊ยครับ ติดตามกันต่อนะครับ บทความหน้า The way to Lord Ganesha-02 แน่นอนครับ (ขอขอบคุณ เวบกระทิงเขียว  สาระและบันเทิงเพื่อทุกๆคน ที่เอื้อเฟื้อข้อมูล)

วันอังคารที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

The way to Lord Ganesha-01

        หลายอาทิตย์ก่อนผมได้ chat ผ่าน facebook กับเพื่อนฝรั่งคนหนึ่ง ชื่อ Mr. Honza Strard พ่อหนุ่มคนนี้เป็นชาว สาธารณะเช็ค ครับ แต่ไปเรียนโยคะที่อินเดีย  (แอบอิจฉาแกอยู่อย่างที่ได้ขึ้นไปเที่ยวเทือกเขาหิมาลัยแล้ว-แต่ผมยังนั่งฟังข่าวน้ำท่วมแถวชานเมืองกรุงเทพอยู่เลย) ก็พูดคุยกันหลายเรื่อง มีอยู่ประโยคหนึ่งที่ พ่อหนุ่มคนนี้ถามว่า Ganesh-honzaทำไมไม่เขียนเรื่องเกี่ยวกับพระพิฆเนศหละ “He lead your life” ใช่ครับโดนใจผมมาก ประโยคนี้นั้นแหละจึงเป็นที่มาของบทความนี้ครับ

      เนื้อหาของบทความผมคงไม่ โน้มน้าว, ก้าวก่าย, หรือตัดสินถูกผิด กับเรื่องราวที่เกี่ยวกับศาสนาหรอกนะครับและไม่ขัดแย้งกับผู้รู้ทั้งหลาย แต่ผมจะขอเสริมข้อมูลให้กับ น้องๆหลานๆ (คนยุค Generation Y 1985-2001& New Gen ) ที่สนใจเกี่ยวกับพระพิฆเนศ ผ่านคนยุค Generation x (1965-2000) อย่างตัวผม.

       ในยุคนี้นะครับ การสือสารออนไลท์ - โลกไซเบอร์ - อินเตอร์เน็ท -  คอมพิวเตอร์ กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันแล้วครับ ถ้าท่านกำลังอ่านบทความนี้อยู่ก็แสดงว่าท่านกำลังใช้คอมพิวเตอร์ หลังจากอ่านบทความจบแล้วให้ ลุยเลยครับ พิมพ์ คำเหล่านี้ลงไปใน Seach Engine ที่คุณชอบ (Google ก็ดี)เช่น “ พระพิฆเนศ, พิฆเนศวร, คเณศ, เทพแห่งความสำเร็จ, ครูช่าง, ครูช้าง, ตรากรมศิลปากร, ฯลฯ (พระนามท่านมี 108 พระนาม) นั่นแหละครับข้อมูลท่านในแบบภาษาไทยจะหลั่งไหลมาให้ท่านเลือก(ประมาณ 550,000 ข้อมูล) ค้นหาแล้วอ่านนะครับ แล้วตัวท่านเองชอบข้อมูลไหน ให้ถามใจตัวท่านเองว่าชอบท่านแบบไหน ปางอะไร ? (นั่ง-นอน-ยืน-เดิน-เต้นรำ) เมื่อท่านเลือกรูปแบบของกริยาที่พระพิฆเนศทำ คือมี 5 กริยาตามข้างต้นแล้ว ก็เลือก สิ่งของที่อยากให้ท่านถือ ถ้าอยากให้พระพิฆเนศท่านถือสิ่งของเยอะ ก็ควรพิจารณาปางที่มีพระกรมากหน่อย มีให้เลือกตั้งแต่ 2 กร, 4 กร, 8 กร, 16 กร, 32 กร ครับ และสิ่งของในมือท่าน พระพิฆเนศ ก็มีอีกหลายหมวด เช่น  หมวดอาวุธ ก็มี ขวาน, ธนู, บ่วง, คฑา ฯลฯ หมวดเครื่องดนตรี เช่น วีณา (เครืองดนตรีทางอินเดียที่พระแม่สรัสวตีถือ) หมวดพืชและผลไม้ เช่น หัวผักกาด, มะม่วง, มะพร้าว, เมล็ดข้าว, น้ำผึ้ง ฯลฯ  มีหลายหมวดครับและสิ่งของที่พระพิฆเนศถือแต่ละชิ้น ในมือแต่ละมือก็มีความหมายที่แตกต่างกันออกไปอีกครับ แต่ที่แน่ๆต้องมี 1 มือ(พระหัตถ์) คือมือขวาที่มัก มีกริยาหงายมีอประทานพรให้แก่พวกเรา

       คราวนี้ก็มาถึงพาหนะและบริวารของท่านบ้าง ถ้าเราพิจารณา ปางหลัก 32 ปางของพระพิฆเนศแล้วจะเห็นว่าพาหนะท่านจะมีอยู่ 2 ชนิดคือ หนูและสิงโต โดย หนูจะเป็นทั้งบริวารและพาหนะที่พบเห็นบ่อยที่สุด ส่วนในปัจจุบันก็มีปางอืนๆที่มีพาหนะและบริวารอื่นเพิ่มเติมเช่น  พระพิฆเนศประทับบนหอยบ้าง, ประทับบนช้างบ้าง, เรือสำเภาบ้าง, พญานาคบ้าง เป็นต้น

       อย่าลืมนะครับ ให้ถามใจตัวท่านเองว่าท่านชอบพระพิฆเนศแบบไหน เลือกมา 1 ปางแล้วศึกษารายละเอียดต่างๆ ให้ลึกซึ้งในปางนั้น ให้ใจของท่าน(ผู้อ่าน)นำพาไปหาปัญญา-ความรู้-คติธรรมหรือแม้แต่แก่นในการใช้ชีวิตที่ซ่อน อยู่ในตัวท่านพระพิฆเนศ แล้วท่านก็จะเหมือนกับทุกๆคนที่รักหรือบูชา พระพิฆเนศ ที่เริ่มจากพระพิฆเนศ ในดวงใจ 1 ปาง แล้วลองไปดูหิ้งพระที่บ้านพวกเขาในปัจจุบันซิครับ มีพระพิฆเนศมากกว่า 1 ปางแน่นอนทุกคน

       ท้ายนี้ผมขอฝากผลงาน คุณ Santoshi คนเขียน blog ชาวอินเดีย ฝีมือ photoshop จัดจ้าน(black2dart.blogspot.com) ที่มีพระพิฆเนศในจิตนาการของเขาเป็นอย่างไรสำหรับ คนยุค Generation y และผมอยากให้ดู vdo ที่ icon youtube ด้านล่าง ชื่อ file : my ganesha ว่าการร้องเพลงสรรเสริญพระพิฆเนศในสไตล์ hip-hop โดยศิลปิน mc yogi เป็นเช่นไรครับ คุณต้องชอบแน่ๆ  

                  Dark ganesh-01   Dark ganesh-02

และแน่นอนครับ บทความหน้าเป็นเรื่องของพระพิฆเนศใน Social network ติดตามกันนะครับ